เที่ยวบิน 7ซี2216 ของสายการบินเจจู แอร์ ซึ่งใช้เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 787-300 เดินทางมาจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิของไทย เสียหลักออกจากรันเวย์แล้วพุ่งชนเข้ากับกำแพงคอนกรีต ระหว่างพยายามลงจอด โดยใช้ส่วนท้องไถลไปบนรันเวย์ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติมูอัน ในจังหวัดช็อลลาใต้ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2567 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 179 ราย รวมถึงชาวไทย 2 ราย และมีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คน เป็นพนักงานต้อนรับทั้งคู่
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นโศกนาฏกรรมจากอากาศยานพาณิชย์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ นับตั้งแต่เหตุการณ์ เที่ยวบินของเอเชียนา แอร์ไลน์ส ตกที่เมืองแฮนัม ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อปี 2536 มีผู้เสียชีวิต 68 ราย
ส่วนโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกครั้งเลวร้ายที่สุด ในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ คือ เที่ยวบินของโคเรียน แอร์ ตกที่เกาะกวม เมื่อปี 2540 มีผู้เสียชีวิต 229 ราย และในส่วนของสายการบินต่างชาติ คือเครื่องบินของแอร์ ไชนา ตกในหุบเขาใกล้กับเมืองปูซาน มีผู้เสียชีวิต 129 ราย เมื่อปี 2545.

ขณะที่สาเหตุการเกิดโศกนาฏกรรมของเที่ยวบิน 7ซี2216 ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดของหน่วยงานหลายแห่งที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งชาติสหรัฐ ( เอฟเอเอ ) และบริษัทโบอิ้ง ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ระบบฐานล้อลงจอดของเครื่องบิน
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังคงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ และตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างคอนกรีตที่อยู่ปลายรันเวย์ ความยาวของรันเวย์สนามบินมูอัน หรือแม้แต่โอกาสของเครื่องบิน ในการชนกับนก
แม้น้อยครั้งมาก ที่เหตุการณ์นกชนเครื่องบินจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงทางอากาศยาน แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ โดยหากมีนกมากกว่า 1 ตัวเข้าไปในเครื่องยนต์ แนวโน้มของการเกิดอันตรายย่อมมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากอาจทำให้เครื่องยนต์ขัดข้องหรือถึงขั้นหยุดทำงาน อนึ่ง เหตุการณ์ชนระหว่างเครื่องบินกับนก พบบ่อยที่สุดระหว่างการเทคออฟและแลนดิ้ง ที่ระดับความสูงระหว่าง 0-15 เมตร
กระนั้น เหตุการณ์นกชนโดยปกติแล้วไม่ค่อยถึงขั้นทำลายระบบไฮดรอลิก และระบบไฟฟ้าทั้งหมดของเครื่องบิน เพราะโดยหลักการแล้ว หากเครื่องยนต์หนึ่งขัดข้อง เครื่องยนต์อีกตัวหนึ่งควรยังคงทำงาน การที่เครื่องยนต์ทั้งสองตัวหยุดทำงานพร้อมกัน หมายความว่า การชนของนกต้องเกิดขึ้น และสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ทั้งสองตัวพร้อมกัน “ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากมาก”
ด้านกระทรวงคมนาคมของเกาหลีใต้ประกาศตรวจสอบอย่างเข้มข้น กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการก่อสร้างแท่งคอนกรีต สำหรับติดตั้งอุปกรณ์นำร่องเพื่อลงจอด ที่ท่าอากาศยานนานาชาติมูอัน

นอกจากนั้น บรรดาผู้สันทัดกรณีทั้งในและต่างประเทศ ตั้งคำถามไปในทางเดียวกัน ว่าเพราะเหตุใดต้องมีโครงสร้างคอนกรีตหนาขนาดนี้ อยู่ที่ส่วนปลายของรันเวย์ และหากจะมีโครงสร้างลักษณะนี้ ควรเป็นอิฐมวลเบามากกว่าหรือไม่
ขณะที่นายจู จอง-วาน ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายการบิน กระทรวงคมนาคมเกาหลีใต้ ชี้แจงว่า อุปกรณ์นำทางซึ่งเรียกว่า โลคอลไลเซอร์ ที่ติดตั้งอยู่บนแท่นคอนกรีต ตั้งอยู่นอกพื้นที่ปลอดภัยบริเวณปลายรันเวย์ จึงไม่ถือว่า อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ว่าด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกท่าอากาศยาน
องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ( ไอเคโอ ) มีแนวทางปฏิบัติชัดเจนในเรื่องนี้ว่า วัตถุหรือสิ่งก่อสร้างใดก็ตาม “ที่อยู่บริเวณรันเวย์และพื้นที่ปลอดภัยโดยรอบ” ควรทำจากวัสดุที่แตกหักหรือเปลี่ยนรูปได้ง่าย เมื่อเกิดแรงกระแทก เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอากาศยาน
นอกจากนี้ โครงสร้างดังกล่าวควรได้รับการออกแบบให้มีความสูงและมีน้ำหนัก “น้อยสุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ส่วนมาตรฐานความปลอดภัยการบินพลเรือนของเกาหลีใต้ระบุชัดเจน ว่าฐานรากของโครงสร้างที่ได้รับการอนุมัติให้ติดตั้ง ในเขตพื้นที่ปลอดภัยของรันเวย์ ต้องสูงไม่เกิน 7.5 เซนติเมตรจากพื้นดิน และต้องสามารถแตกหักได้ง่าย

อนึ่ง ทุกประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุเครื่องบินตก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เป็นสัญชาติของผู้โดยสาร และบริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน มีสิทธิส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการสอบสวน แต่รายงานจากสำนักข่าวยอนฮัประบุว่า รัฐบาลไทยซึ่งมีพลเมืองสองรายเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ กลับเลือกที่จะไม่ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วม
ประเด็นเรื่องการใช้งานเครื่องบินมากเกินไป เป็นอีกปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจ เมื่อมีรายงานออกมาว่า เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 737-800 ของสายการบินเจจู แอร์ ลำที่ประสบอุบัติเหตุและกลายเป็นโศกนาฏกรรม ผ่านการใช้งานมาแล้วอย่างน้อย 13 เที่ยวบิน ภายในระยะเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ก่อนเกิดเหตุสลด
เส้นทางบินของเครื่องบินลำดังกล่าวรวมถึง เมืองมูอัน เกาะเจจู ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ส่วนเส้นทางต่างประเทศรวมถึง กรุงปักกิ่ง เมืองโกตากีนาบาลู เมืองนางาซากิ กรุงไทเป และท่าอากาศยานนาชาติสุวรรณภูมิ ประเทศไทย
ขณะที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการของเจจู แอร์ ระบุว่า ระยะเวลาบินโดยเฉลี่ยของเครื่องบินที่สายการบินใช้งาน อยู่ที่ 418 ชั่วโมง ระหว่างเดือนก.ค.-ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่ายาวนานที่สุด ในบรรดาสายการต้นทุนต่ำ 6 แห่งของเกาหลีใต้ โดยสถิติในช่วงเวลาเดียวกันของจินแอร์ อยู่ที่ 371 ชั่วโมง และทีเวย์แอร์ อยู่ที่ 386 ชั่วโมง

ด้านระยะเวลาบินของสายการบินฟูลเซอร์วิสยิ่งต่ำกว่าในช่วงเวลาเดียวกัน โดยสถิติของโคเรียนแอร์ อยู่ที่ 355 ชั่วโมง และเอเชียนา แอร์ไลน์ส 335 ชั่วโมง
นายชเว ซัง-ม็อก รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวว่า โศกนาฏกรรมเที่ยวบิน 7ซี2216 “คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” ที่จะเกิดขึ้นกับทุกองค์ประกอบของประเทศ ที่กำลังเผชิญกับวิกฤติรุมเร้าจากทั้งภายในและภายนอก ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะการเมืองภายใน ซึ่งวุ่นวายนับตั้งแต่ประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ประกาศกฎอัยการศึก เมื่อต้นเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา และความผันผวนทางเศรษฐกิจ เกาหลีใต้จะก้าวข้ามผ่านวิกฤติซ้อนวิกฤติ ที่ยืดเยื้อข้ามปีไปได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : AFP



