เมล็ดกาแฟบราซิล แชมเปญฝรั่งเศส และชาจีน เครื่องดื่มคือตัวขับเคลื่อนกำไรของร้านอาหารในสหรัฐ แต่ต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น ทำให้อัตรากำไรลดลง และราคาผู้บริโภคพุ่งสูงในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศมาตรการภาษีที่ครอบคลุมทั่วโลก


นายจอห์น ฟิลกินส์ ผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องดื่มขององค์กร จากไคลด์ส เรสเตอรองต์ กรุ๊ป กล่าวว่า ร้านอาหารจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเมนูต่าง ๆ ซึ่งไวน์บางประเภท ทั้งแบบรินใส่แก้ว หรือขายเป็นขวด หรืออาหารบางรายการ อาจมีราคาเพิ่มขึ้น 50 เซนต์ (ราว 16 บาท) ถึง 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 บาท) อีกทั้งราคากาแฟและชาก็สูงขึ้นอย่างมาก แม้แต่ผลิตภัณฑ์กระดาษก็ถูกปรับขึ้นราคาเช่นกัน


ไคลด์ส ซึ่งเปิดกิจการในกรุงวอชิงตัน เมื่อช่วงทศวรรษที่ 1960 มีร้านอาหารในเครือมากกว่า 12 แห่ง ทั้งในและรอบเมืองหลวงของสหรัฐ ซึ่งฝ่ายบริหารของกลุ่มพยายามจำกัดการขึ้นราคา แต่ฟิลกินส์กล่าวว่า มันเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก


ธุรกิจต่าง ๆ ต้องเผชิญกับภาวะห่วงโซ่อุปทานตึงตัว และต้นทุนที่สูงขึ้น นับตั้งแต่ทรัมป์กำหนดอัตราภาษีใหม่ หลังเขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา โดยต่อมาในเดือน เม.ย. ทรัมป์ได้ประกาศมาตรการภาษีที่ครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตรา 10% จากประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ และคาดว่าตัวเลขจะสูงขึ้นอีก สำหรับหลายสิบประเทศ


ด้านฟิลกินส์เตือนว่า ยิ่งภาษีมีผลบังคับใช้นานเท่าไหร่ ผู้จัดจำหน่ายรายย่อย ผู้นำเข้า และร้านอาหาร ก็จะยิ่งมีจำนวนน้อยลงเท่านั้น พร้อมกับเสริมว่า ความหวังของพวกเขาคือ การไม่มีภาษีเหล่านี้อีกต่อไป เพราะสุดท้ายแล้ว ร้านอาหารหลายแห่งมักจะมีเงินสดน้อย และอัตรากำไรต่ำในระดับหลักหน่วย


อนึ่ง ไคลด์ส จัดหาเมล็ดกาแฟจากสถานที่ต่าง ๆ เช่น บราซิล และอินโดนีเซีย รวมถึงนำเข้าชาจากอินเดีย และจีน ซึ่งฟิลกินส์กล่าวว่า ในช่วงประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา ทางกลุ่มพบว่าต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะซัพพลายเออร์และผู้จัดจำหน่าย ถูกเก็บภาษี 10% และต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยน


“สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เบียร์ และไวน์ เรานำเข้าไวน์ส่วนใหญ่จากอียู” ฟิลกินส์ กล่าว พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า สินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในขณะนี้ คือ ผลิตภัณฑ์ที่มาจากฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และโปรตุเกส


อย่างไรก็ตาม บริษัทของฟิลกินส์พยายามชะลอการส่งต่อต้นทุนเพิ่มเติมทั้งหมด เนื่องจากผู้บริโภครู้สึกไม่สบายใจที่จะใช้จ่ายมากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน


แม้สหรัฐฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี หลังการระบาดของโรคโควิด-19 โดยได้รับความช่วยเหลือจากตลาดแรงงานที่มั่นคง ซึ่งทำให้ผู้บริโภคยังคงจับจ่ายใช้สอยได้ แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกลับชะลอตัว ควบคู่กับการจ้างงานที่ลดลง


ทั้งนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์กำลังติดตามดูว่า มาตรการภาษีของทรัมป์ จะส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อในช่วงฤดูร้อนปีนี้หรือไม่ และครัวเรือนสหรัฐจะมีความระมัดระวังในการซื้อมากขึ้นหรือไม่


ขณะที่แนวทางของทรัมป์ในการประกาศ ปรับ และระงับภาษี ทำให้ตลาดการเงินปั่นป่วน และก่อให้เกิดความไม่แน่นอน ส่งผลให้ธุรกิจหลายแห่งต้องระงับการลงทุนชั่วคราว ซึ่งฟิลกินส์หวังว่าจะมีการผ่อนปรนมาตรการภาษีในอนาคต.


เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP