ผู้สันทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า การประหารชีวิตที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของซาอุดีอาระเบีย ในการปราบปรามการค้ายาเสพติด เนื่องจากประเทศเป็นหนึ่งในตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของ “แคปตากอน” ตามข้อมูลสหประชาชาติ (ยูเอ็น)


นับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน ซาอุดีอาระเบียประหารชีวิตผู้ต้องหาคดียาเสพติดไปแล้ว 144 ราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุด จากจำนวนผู้ถูกประหารชีวิต 217 รายในปีนี้ แบ่งออกเป็นชาวต่างชาติ 121 ราย และชาวซาอุดีอาระเบีย 96 ราย


บรรดานักวิเคราะห์เชื่อมโยงแนวโน้มดังกล่าวกับ “สงครามยาเสพติด” ที่ทางการซาอุดีอาระเบียเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2566 โดยผู้ต้องหาหลายคนที่ถูกจับกุมเป็นกลุ่มแรก เพิ่งถูกประหารชีวิต หลังพวกเขาถูกดำเนินดคี และถูกตัดสินว่ามีความผิด


ซาอุดีอาระเบียกลับมาประหารชีวิตผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกครั้ง เมื่อช่วงปลายปี 2565 หลังระงับการใช้บทลงโทษข้างต้นเป็นเวลาประมาณ 3 ปี อีกทั้งประเทศยังเพิ่มด่านตรวของตำรวจ บนทางหลวงและตามจุดผ่านแดนหลายแห่ง ส่งผลให้มีการยึดยาเสพติดหลายล้านเม็ด และการจับกุมผู้ค้ายาหลายสิบคน


“มันเป็นที่ชัดเจนว่า ซาอุดีอาระเบียเลือกที่จะเพิ่มการจับกุม และลงโทษอย่างรุนแรงต่อผู้ที่ถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดภายในประเทศ” นางแคโรไลน์ โรส นักวิเคราะห์อาวุโส จากสถาบันนิวไลน์ส ในกรุงวอชิงตัน กล่าว


อนึ่ง ชาวต่างชาติเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จากแคมเปญปราบปรามยาเสพติดของซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากพวกเขาส่วนใหญ่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงมีความเสี่ยงเป็นพิเศษที่จะละเมิดกระบวนการทางกฎหมาย และการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ในบริบทของโทษประหารชีวิต


ด้านเจ้าชายอับดุลาซิซ บิน ซาอุด บิน นาเยฟ รมว.มหาดไทยของซาอุดีอาระเบีย ให้คำมั่นในช่วงเริ่มต้นของแคมเปญว่า ผู้ค้ายาเสพติดและผู้ลักลอบขนยาเสพติด จะไม่รอดพ้นจากการปราบปรามครั้งนี้


ขณะที่ พล.ต.โมฮัมเหม็ด อัล-บาสซามี ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงสาธารณะของซาอุดีอาระเบีย กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า สงครามยาเสพติดบรรลุผลลัพธ์เชิงบวกที่เป็นรูปธรรม ด้วยการโจมตีอย่างรุนแรงต่อผู้ค้ายาเสพติดและผู้ลักลอบขนยาเสพติด


อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างเหล่านี้กลับมีข้อมูลสนับสนุนน้อยมาก และการจับกุมรายวันยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งซาอุดีอาระเบียไม่มีหลักฐานใดที่สนับสนุนการใช้โทษประหารชีวิตเพื่อการปราบปราม โดยเฉพาะสำหรับอาชญากรรมยาเสพติด


แม้ซาอุดีอาระเบียทุ่มงบประมาณมหาศาลให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว และกิจกรรมกีฬาชั้นนำ ตลอดจนพยายามกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการพึ่งพาน้ำมัน แต่นักเคลื่อนไหวหลายคนกล่าวว่า การที่ซาอุดีอาระเบียยังใช้โทษประหารชีวิตอย่างต่อเนื่องนั้น บ่อนทำลายภาพลักษณ์ของสังคมที่เปิดกว้างและอดทนอดกลั้นมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในวาระการปฏิรูป “วิสัยทัศน์ 2030” หรือ วิชั่น 2030 ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย


ทั้งนี้ทั้งนั้น ซาอุดีอาระเบียระบุว่า โทษประหารชีวิตเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และทางการจะดำเนินบทลงโทษนี้ก็ต่อเมื่อช่องทางการอุทธรณ์ทั้งหมด ถูกใช้จนหมดแล้วเท่านั้น.


เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES