สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชามาถึงจุดแตกหัก หลังเสียงปืนแตกเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายเปิดฉากสาดอาวุธเข้าใส่กันจนเกิดความสูญเสียต่อชีวิตพลเรือนและทหาร รวมทั้งชาวบ้านตามแนวชายแดนที่ต้องอพยพหนีภัยสงครามกว่าแสนชีวิต ขณะที่การเจรจาหยุดยิงของผู้นำ 2 ชาติก็ยังไม่บรรลุผลอย่างแท้จริง

วันนี้ “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาฯ ออกมาสะท้อนถึงกรณีที่กองทัพออกมา ตะโกนขออย่าตัดงบอาวุธเพราะมีความจำเป็นต่อการรักษาอธิปไตยของชาติ ซึ่งมองอย่างไรในประเด็นนี้

โดย“วิโรจน์” เปิดประเด็นว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาคงไม่จบแค่การเจรจาครั้งที่ผ่านมา เพราะทุกสงครามเริ่มต้นด้วยการตอบโต้ และจบลงด้วยการเจรจาเสมอ แต่สิ่งที่เราต้องเตรียมการอย่างดีคือต้องยอมรับว่าภารกิจของฝั่งกัมพูชาในครั้งนี้มีการเตรียมการล่วงหน้า ตั้งแต่การไปร้องเพลงชาติที่ปราสาทตาเมือนธม จนมาถึงการปะทะในวันที่ 24 ก.ค. ที่เป้าหมายพลเรือนของเราถูกโจมตีก่อน มีเด็กและพลเรือนเสียชีวิต

หลังเกิดเหตุเพียงไม่กี่ชั่วโมง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ทำหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งทำให้เกิดข้อสังเกตว่าหนังสือดังกล่าวอาจร่างไว้ก่อนแล้ว ทั้งหมดนี้สะท้อนว่ากัมพูชาต้องการสร้างสถานการณ์การปะทะ แล้วฟ้องโลกเพื่อดึงเราเข้าสู่เวทีนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นศาลโลกหรือเวทีนานาชาติอื่นๆ แต่น่าเสียดายที่เราไม่เคยชี้แจงต่อประชาคมโลกอย่างทันท่วงที

ทั้งหมดทั้งมวลเรารู้อยู่แล้วว่ากัมพูชาเขาต้องการที่จะสร้างฉากทัศน์ สร้างกิจกรรมการปะทะ แล้วฟ้องโลกเพื่อดึงให้เราเข้าไปอยู่ในเวทีนานาชาติให้ได้ นี่คือเกมของเขาเลย”

วันนี้เราต้องเป็นผู้นำวาระในการสื่อสารต่อประชาคมโลก ไม่ใช่แค่เรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศตอบโต้เร็ว เพราะกัมพูชากำลังเป็นผู้นำการสื่อสาร เขาถือธงนำในการทำหนังสือผ่านองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ในขณะที่เราตามหลัง

นอกจากนี้ การที่เรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ UNSC และกัมพูชาสามารถทำให้เป็นวาระเร่งด่วนได้ สะท้อนว่าเขาอาจมีการพูดคุยหรือล็อบบี้ประเทศสมาชิก UNSC เช่น เกาหลีใต้ ซึ่งจะเป็นประธานถัดไป ในขณะที่เราได้เดินสายชี้แจงกับประเทศเหล่านี้หรือไม่ โดยเฉพาะประเทศสมาชิกถาวร 5 ประเทศที่มีอำนาจวีโต้ เราได้ทำสรุปข้อเท็จจริงและรวบรวมรายงานเพื่อชี้แจงหรือล็อบบี้ประเทศที่มีอิทธิพลในสหประชาชาติแล้วหรือไม่

@มองว่าการเจรจาที่ผ่านมาล้มเหลวหรือไม่ เพราะยังมีการยิงกันอยู่

เหตุการณ์หลังการเจรจาที่ยังคงมีการยิงกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าพอเจรจาแล้วจะหยุดทันทีเหมือนกดปุ่มปิด แต่มันเป็นสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างต้องระมัดระวัง ป้องกันตนเองและพลเรือน

ผมสบายใจอย่างหนึ่งคือกองทัพไม่ได้ทำตามเสียงเชียร์ เช่น ไปยิงบ้านฮุนเซนเลย ปืนใหญ่ตั้งที่ไหนจะไปสนใจชีวิตคนกัมพูชาทำไม ตั้งปืนใหญ่ที่ไหนก็ยิงไปที่ตรงนั้นเลย คนจะตายจะเป็นชาติไหนไม่ใช่ชาติเราก็พอ

ทหารยังคงทำตามหน้าที่ เพราะประเทศเราต้องยืนอยู่บนเวทีโลก ณ ตอนนี้มันสู้กันในเวทีโลกแล้ว ไม่ใช่แค่การถูกอันธพาลชวนวิวาทแล้วไปแพ้เขาในชั้นศาล เหมือนปี 2554 ที่เราชนะการรบ แต่เสียพื้นที่โดยรอบเขาพระวิหารในปี 2556

วันนี้เราชี้แจงกับประชาคมโลกน้อยเกินไป และเราเปิดให้ประเทศอื่นเข้ามาเป็นตัวการในการสังเกตการณ์น้อยเกินไป ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครยิงก่อน สังเกตหรือไม่ เรามะงุมมะงาหราในเรื่องนี้ว่าใครยิงก่อน ตรงนี้เขาก็บอกว่าเรายิงก่อน เราก็บอกว่าเขายิงก่อน เราทำใจเป็นกลาง เราปกป้องประเทศชาติ เราต้องพยายามอธิบายต่อโลก ใครที่อธิบายต่อโลกได้เข้าใจมากกว่า ใครเอาข้อเท็จจริงเปิดเผยได้มากกว่าก็ชนะ

การข่าวทหารเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งการเคลื่อนย้ายกำลังของกัมพูชา การพยายามขุดคูเล็ต การยั่วยุตั้งแต่การร้องเพลงชาติที่ปราสาทตาเมือนธม การเผาศาลาตรีมุข การวางทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล หรือการสะสมอาวุธ

มันไม่ใช่แค่การไปเถียงกันว่าใครยิงก่อนยิงหลัง แต่มันต้องดูการตระเตรียมกำลัง การเคลื่อนย้ายกำลัง คุณเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของเรา และฐานที่ตั้งคุณล้วนเป็นภัยต่อพลเรือนของเราทั้งสิ้น อย่างนี้ผมว่ามันต้องทำ

@มีการปลุกกระแสในเรื่องอย่าตัดงบประมาณกองทัพ

เรื่องงบประมาณกองทัพต้องพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล งบประมาณที่จำเป็น ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะใดก็ต้องไม่ตัด ส่วนงบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผลหรือเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ต่อให้อยู่ในสภาวะไหนก็ต้องพิจารณาปรับลดและตัดทิ้ง

เราอย่าเอาอารมณ์ ณ ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลามาพิจารณา การตัดสินใจเรื่องงบประมาณ จะต้องเอาเหตุผล เอาหลักฐาน เอาความจำเป็น มาพูดกันถ้าเป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ไม่ใช่แค่ช่วงนี้ไม่ตัด แต่ช่วงใดก็ต้องไม่ตัด ไม่ใช่ว่าในช่วงที่ไม่มีข้อพิพาทกับกัมพูชาเราก็ไปตัด เขาคิดว่านั่นก็ไม่ใช่ “มันก็ต้องเตรียมเพื่อดำรงสภาพ

การจัดซื้ออาวุธ คุณต้องมีนโยบายชดเชยที่ทำให้ประเทศได้รับความคุ้มค่าการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งผลประโยชน์อาจเชื่อมโยงมาที่พลเรือนได้ด้วย เช่น กรณีเรือฟริเกต ที่ตั้งงบซื้อแค่ลำเดียว ซึ่งไม่มีใครในโลกที่มีเรือในคลาสแค่ลำเดียว ควรจะต้องผูกพันโครงการในลักษณะกองเรือ และอ้างอิงตามสมุดปกขาวของกองทัพเรือ

“เราบอกเลยว่าการต่อเรือฟริเกตต้อง หนึ่งคือ ต้องผูกพันเป็นกองเรือ ตามสมุดปกขาว และระบุให้ชัดในมติ ครม.ว่าต่อในประเทศ เพราะการต่อในประเทศมันจะทำให้เรามีความมั่นคง และพึ่งพาตัวเองในระยะยาว คุณต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย และผมพูดกับกองทัพเสมอว่า “คุณอ้างว่ายังไม่มีความพร้อม มันก็ไม่พร้อมสักที”

กองทัพไทยมักกำหนดเงื่อนไขการจัดซื้ออาวุธที่สกัดกั้นผู้ผลิตไทย โดยระบุว่าอาวุธนั้นต้องเคยประจำการในชาติผู้ผลิตมาก่อน ทั้งที่ผู้ผลิตไทยสามารถขายให้ยูเอ็นหรือชาติอื่นได้ แต่กองทัพไทยไม่ซื้อ ถ้าอย่างนี้ก็คือการล็อกสเปก คุณทำเงื่อนไขที่กดทับศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของผู้ประกอบการไทยหรือไม่ แล้วอย่างนี้คุณจะพึ่งพาตัวเองได้อย่างไร ดังนั้นถ้าเรารักและใส่ใจกับความมั่นคงจริงๆ มันต้องคิดระยะยาวในเรื่องนี้