ฐานทัพเรือเรียม ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดพระสีหนุ หรือสีหนุวิลล์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ทางทหารแห่งหนึ่ง แต่เป็นเหมือนภาพย่อส่วนของพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนและเปราะบางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางช่วงเวลาปัจจุบัน การพัฒนาและปรับปรุงฐานทัพแห่งนี้ที่นำโดยจีนได้ยกระดับสถานะของมันจากฐานทัพเรือขนาดเล็กสู่จุดยุทธศาสตร์ที่มีนัยสำคัญระดับโลก ซึ่งเป็นจุดบรรจบของความขัดแย้งสามประการที่แยกจากกัน แต่กลับมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้ง ได้แก่ การเร่งปรับปรุงกองทัพของกัมพูชา การแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นระหว่างสหรัฐกับจีน และความบาดหมางทางพรมแดนที่ยืดเยื้อและกลับมาระอุอีกครั้งระหว่างไทยกับกัมพูชา
ฐานทัพเรือเรียมไม่ได้เป็นโครงการใหม่แต่อย่างใด แต่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและซับซ้อน ในอดีตฐานทัพแห่งนี้ เคยเป็นสถานที่สำคัญสำหรับความร่วมมือทางทหารกับชาติตะวันตก รวมถึงการฝึกซ้อมทางเรือร่วมกับกองทัพเรือสหรัฐ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อความพร้อมและการฝึกอบรม นอกจากนี้ ยังมีสิ่งปลูกสร้างบางส่วนที่ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากสหรัฐ และออสเตรเลีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่กัมพูชาเคยมีกับชาติตะวันตกในช่วงก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม สถานะของฐานทัพแห่งนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อกัมพูชาและจีนเริ่มโครงการปรับปรุงและขยายฐานทัพอย่างเป็นทางการ โดยมีการทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในเดือนมิ.ย. 2565 การเปลี่ยนแปลงซึ่งเห็นได้ชัดเจน คือการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ขนาดใหญ่ ได้แก่ ท่าเทียบเรือความยาว 270 เมตร และอู่แห้งความยาว 140 เมตร ซึ่งดาวเทียมสอดแนมของสหรัฐจับภาพไว้ได้ และเปิดเผยเรื่องนี้ เมื่อเดือนมิ.ย. 2567
นอกจากนี้ โครงการยังรวมถึงการขุดลอกความลึกของน้ำโดยรอบท่าเทียบเรือจากเดิม 2-3 เมตร ให้ลึกถึง 8-11 เมตร เพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงเรือรบที่เรือรบกัมพูชาในอนาคต ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจของจีน
จุดเปลี่ยนสำคัญของฐานทัพเรือเรียม คือการที่กัมพูชารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เคยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ และออสเตรเลีย เมื่อปี 2564 ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนและจงใจถึงการเปลี่ยนทิศทางทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา ณ เวลานั้น จากเดิมที่เคยร่วมมือกับชาติตะวันตก สู่การเลือกจีนเป็นพันธมิตรหลัก และทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ความเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการช่วงชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินของรัฐขนาดเล็ก
โครงการปรับปรุงฐานทัพเรือเรียมของจีนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบ “ทวิประสงค์” หรือที่เรียกว่า “civil-military fusion” ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ภายใต้แผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ บีอาร์ไอ ( Belt and Road Initiative หรือ BRI ) โครงการก่อสร้างที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับการใช้งานทั้งในเชิงพาณิชย์และในเชิงยุทธศาสตร์ทางทหารได้ในเวลาเดียวกัน

การที่ฐานทัพเรือเรียมถูกระบุว่าเป็น “ศูนย์โลจิสติกส์และการฝึกอบรมร่วม” ระหว่างกัมพูชากับจีน จึงช่วยให้จีนสามารถปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า กำลังสร้างฐานทัพต่างประเทศอย่างโจ่งแจ้งได้
นอกจากนี้ ฐานทัพเรือเรียมยังมีบทบาทสำคัญในสมมติฐานทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐ ที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ไข่มุก ( String of Pearls )” ซึ่งมองว่าจีนกำลังสร้างเครือข่ายฐานทัพทหารและท่าเรือพาณิชย์ตามเส้นทางการเดินเรือสายหลักในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเพื่อขยายอิทธิพลทางทะเล ฐานทัพเรือเรียม ซึ่งตั้งอยู่ในอ่าวไทยและอยู่ใกล้กับช่องแคบมะละกา ถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสินค้า รวมถึงพลังงานของจีนที่ต้องใช้เส้นทางนี้ถึง 70%
ขณะเดียวกัน แรงจูงใจของกัมพูชาก็มีความเฉพาะตัว ซึ่งมักถูกมองข้ามจากมุมมองของชาติตะวันตก จากมุมมองของกัมพูชา จีนถือเป็นพันธมิตรที่พร้อมให้ความช่วยเหลือทางการทหารโดยไม่มีเงื่อนไขทางการเมืองที่ซับซ้อนเหมือนกับที่ชาติตะวันตกมักกำหนด ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับจีนจึงไม่ได้เป็นเพียงความสัมพันธ์แบบรัฐบริวาร แต่เป็น “หุ้นส่วนที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน” ซึ่งมีแรงจูงใจและเป้าหมายที่ไม่สมมาตรกัน
จีนต้องการแสนยานุภาพทางยุทธศาสตร์ระดับโลก ขณะที่กัมพูชาต้องการความมั่นคงที่ใกล้ตัวและในระดับภูมิภาค การที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ที่ตนต้องการจึงทำให้ความสัมพันธ์นี้ยังคงแข็งแกร่ง แม้กัมพูชาจะพยายามรักษาสมดุลกับประเทศตะวันตกในภายหลัง
ความขัดแย้งเรื่องชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา มีรากฐานมาจากสนธิสัญญาในยุคอาณานิคมของฝรั่งเศส ความตึงเครียดที่เคยสงบลงกลับมาระอุอีกครั้งในปีนี้ โดยเริ่มต้นจากการปะทะเล็กน้อยเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา และลุกลามบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งทางอาวุธเต็มรูปแบบ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา
แม้มีการตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา แต่การจับตาของประชาคมระหว่างประเทศที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจากสหรัฐและจีน สะท้อนว่า ความขัดแย้งระดับทวิภาคีครั้งนี้ มีนัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคในวงกว้าง
ต่อให้ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่การที่ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชากลับมาระอุในครั้งนี้ ไม่อาจแยกขาดได้จากฐานทัพเรือเรียม แต่กลับกลายเป็นว่า “เชื่อมโยงถึงกัน” เพราะหลังผ่านพ้นการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง กัมพูชา “กลับลำทันควัน” ด้วยการหันหาสหรัฐมากขึ้นอย่างชัดเจน ฐานทัพเรือเรียมจึงกลับมาเป็นที่น่าจับตาอีกครั้ง
ความกังวลของไทยต่อฐานทัพแห่งนี้มีที่มาจากปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์หลายประการ ประการแรกคือภัยคุกคามทางทะเลโดยตรงต่ออธิปไตยและความมั่นคงในอ่าวไทย ฐานทัพแห่งนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของฐานทัพเรือสัตหีบของไทย จึงอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางออกจากอ่าวไทยของกองทัพเรือไทย และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดทางทหารที่ไม่อาจยอมรับได้อีก

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน ฐานทัพเรือเรียมอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับบริเวณที่ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาททางทะเลในอ่าวไทย หรือที่เรียกว่า “เขตอ้างสิทธิทับซ้อน” ซึ่งเชื่อกันว่าอุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และฐานทัพเรือเรียมยังถือเป็นคู่แข่งของโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ( อีอีซี ) ของไทย ซึ่งอาจลดทอนความได้เปรียบทางเศรษฐกิจของไทยลงได้
ความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างทั้งสองประเด็นคือ ความตื่นตระหนกทางประวัติศาสตร์ของไทยที่กลับมาเป็นจริงอีกครั้ง ผลสืบเนื่องจากการปะทะกันทางทหาร เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ผลักดันให้กัมพูชาพยายามวิ่งเต้นเพื่อหาพันธมิตรทางทหาร โดยเฉพาะจากมหาอำนาจระดับโลก กลายเป็นวงจรว่า ความขัดแย้งระดับทวิภาคีเดิมได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิช่วงชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจโลก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไทยพยายามหลีกเลี่ยงมากที่สุดมาโดยตลอด
ฐานทัพเรือเรียมเป็นศูนย์กลางของพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่สามารถทำความเข้าใจได้จากเพียงมุมมองใดมุมมองหนึ่ง ฐานทัพแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ทางกายภาพของยุทธศาสตร์ “ไข่มุก” ของจีนและการขยายอิทธิพลในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีส่วนร่วมเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐในกัมพูชา
เหนือสิ่งอื่นใด ฐานทัพแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ และข้อพิพาททางพรมแดนที่ยังคงกำหนดความสัมพันธ์ในภูมิภาค โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชากับไทย ว่าความขัดแย้งในภูมิภาคและในระดับโลกนั้นไม่ได้แยกขาดจากกันอีกต่อไป หากแต่มีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง
การที่กัมพูชาเลือกจีนเป็นพันธมิตรหลักในช่วงเวลาหนึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการภายในประเทศ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางทหารให้สามารถคานอำนาจกับเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพทางทหารสูงกว่าอย่างไทยและเวียดนาม ด้านจีนความต้องการนี้เป็นโอกาสในการขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วนำไปสู่การเผชิญหน้ากับสหรัฐอีกครั้งที่นี่
ไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะจำเป็นต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับกัมพูชาไปพร้อมกับการรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น จากการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีนในภูมิภาคแห่งนี้ เส้นทางดีที่สุดในการธำรงไว้ซึ่งความเป็นอิสระและรักษาความมั่นคงของาติ อาจอยู่ในการกระชับความสัมพันธ์กับ “มหาอำนาจระดับกลาง” เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย เพื่อสร้างสมดุลให้กับอิทธิพลของมหาอำนาจทั้งสอง การปะทะกันทางชายแดนที่เกิดขึ้นล่าสุด ทำให้ภารกิจนี้มีความเร่งด่วนและมีความเสี่ยงมากขึ้นไปพร้อมกัน.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : AFP



