ข้อตกลงการป้องกันประเทศร่วมกันฉบับใหม่ ซึ่งปากีสถานและซาอุดีอาระเบียลงนามในเดือนนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังภูมิภาคอ่าวอาหรับสั่นคลอนจากการโจมตีของอิสราเอล ต่อผู้นำกลุ่มฮามาสในกาตาร์

ข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาที่ผันผวนเป็นพิเศษ หลังเกิดการโจมตีกรุงโดฮาจากทั้งอิหร่านและอิสราเอล ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของโครงการนิวเคลียร์ของรัฐบาลเตหะราน และการปะทะกันระหว่างอินเดียกับปากีสถาน เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

แม้ความสัมพันธ์ทางทางทหารที่ใกล้ชิด ระหว่างปากีสถานกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งดำเนินมานานหลายสิบปี มีส่วนทำให้เกิดข้อตกลงฉบับนี้ แต่ถึงอย่างนั้น คำถามเกี่ยวกับขอบเขตที่แน่ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติทางนิวเคลียร์ใด ๆ กลับยังคงไม่มีคำตอบ

นายโจชัว ไวท์ จากสถาบันบรูคกิงส์ กล่าวว่า ข้อตกลงข้างต้นทำให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับปากีสถาน มีความเป็นทางการและลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน โดยต่อยอดจากข้อตกลงพิธีสารฉบับสำคัญ ปี 2525 ซึ่งเป็นการส่งกองกำลังปากีสถาน ไปประจำการในซาอุดีอาระเบียอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านนางคามิลล์ ลอนส์ ผู้สันทัดกรณีด้านอ่าวอาหรับ จากคณะมนตรียุโรปด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (อีซีเอฟอาร์) ระบุว่า ข้อตกลงนี้น่าจะเป็นผลมาจากการเจรจาที่ยาวนาน ซึ่งทุกฝ่ายต้องระมัดระวังการเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาค แม้การวิเคราะห์ในวงกว้างมองว่ามันเป็นการตอบสนองต่ออำนาจที่เพิ่มขึ้นของอิสราเอลในภูมิภาค และความสงสัยของซาอุดีอาระเบีย เกี่ยวกับการรับประกันความมั่นคงของอเมริกา ยังคงมีอยู่

“ปากีสถานจะมองว่า ข้อตกลงฉบับนี้เป็นหนทางในการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้น ในโครงสร้างความมั่นคงของตะวันออกกลาง ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งพึ่งพากำลังของสหรัฐมาอย่างยาวนาน พยายามกระจายแหล่งที่มาของความมั่นคง” นายไซเอ็ด อาลี เซีย จาเฟรี จากศูนย์วิจัยความมั่นคง กลยุทธ์ และนโยบาย จากมหาวิทยาลัยลาฮอร์ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับประเด็นเรื่องนิวเคลียร์ นายอาลี ชิฮาบี นักวิเคราะห์ที่ใกล้ชิดกับราชสำนักซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า นิวเคลียร์เป็นส่วนสำคัญของข้อตกลงนี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่าย เกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรร่มนิวเคลียร์ และบรรดาผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคยืนยันว่า สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน

อนึ่ง ซาอุดีอาระเบียยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอินเดีย ซึ่งเป็นคู่ปรับของปากีสถาน เนื่องจากเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วของอินเดีย พึ่งพาการนำเข้าปิโตรเลียมเป็นอย่างมาก โดยซาอุดีอาระเบียเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่อันดับสาม ตามข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย

ขณะที่ลอนส์คิดว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น ระหว่างปากีสถานกับอินเดีย เพราะมันจะขัดกับแนวทางการทูตที่ซาอุดีอาระเบียพยายามดำเนินอยู่อย่างสิ้นเชิง

“สัญชาตญาณของรัฐบาลริยาด คือ การอยู่นิ่งเฉย เพื่อรักษาความเท่าเทียมทางการค้าที่ได้มาอย่างยากลำบากกับอินเดีย ควบคู่กับการเคารพพันธกรณีด้านความมั่นคงที่มีต่อปากีสถาน เนื่องจากในตอนนี้ การรักษาสมดุลเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น” ไวท์ กล่าวทิ้งท้าย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP