ปี 2569 ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระบบการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านจากระเบียบโลกแบบเสรีนิยมที่ยึดโยงกับกติกา สถาบัน และพหุภาคีนิยม ไปสู่ระบบที่มีลักษณะแบบกระจัดกระจาย และขับเคลื่อนด้วยอำนาจของรัฐมหาอำนาจเป็นหลัก
ภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศขนาดกลางอย่างไทย ต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่เพียงซับซ้อนขึ้น แต่ยังจำกัดพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ความท้าทายเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแรงกดดันชั่วคราวจากภายนอก แต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่บีบให้ไทยต้องทบทวนทั้ง “บทบาท” และ “เครื่องมือ” ของนโยบายต่างประเทศ ในโลกที่ความไม่แน่นอนได้กลายเป็นสภาวะปกติ
การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับจีนในปี 2569 พัฒนาไปไกลเกินกว่ากรอบการแข่งขันทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี โดบกำลังก่อตัวเป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง การเมืองระหว่างประเทศ และระเบียบเชิงบรรทัดฐาน
สำหรับไทย การดำรงนโยบายแบบถ่วงดุลอย่างมีระยะห่าง หรือซึ่งเคยเป็นจุดแข็งทางการทูต กลับกำลังเผชิญกับข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันของมหาอำนาจในระยะหลังมีลักษณะ “ได้-เสีย” หรือ “มีผู้ชนะ-ผู้แพ้” มากขึ้นโดยพฤตินัย แม้ในเชิงวาทกรรมต่างฝ่ายต่างจะยังอ้างถึงความร่วมมือก็ตาม
ประเด็นอย่างความมั่นคงทางไซเบอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง และห่วงโซ่อุปทานเชิงยุทธศาสตร์ กลายเป็นพื้นที่ซึ่งไทยไม่สามารถรักษาความกำกวมทางนโยบายได้อย่างสมบูรณ์อีกต่อไป แรงกดดันนี้บีบให้ไทยต้องเลือกระหว่าง “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น” กับ “ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากลำบากสำหรับประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศในระดับสูง
แม้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) จะยังคงเป็นกรอบพื้นฐานให้กับการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศสำหรับไทย แต่ในปี 2569 บทบาทของอาเซียนในฐานะ “ศูนย์กลางทางสถาปัตยกรรมของภูมิภาค” หรือความเป็นกลางของอาเซียน กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากความแตกแยกภายใน

โดยเฉพาะวิกฤติการณ์ในเมียนมาที่ยืดเยื้อ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงสถาบันของอาเซียน แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยในฐานะประเทศหน้าด่าน จากการมีพรมแดนติดกับเมียนมามากที่สุด ขณะเดียวกัน ความแตกต่างด้านจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของประเทศอาเซียนต่อทั้งสหรัฐและจีน ทำให้ความสามารถในการกำหนดท่าทีร่วมลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ไทยจึงปรับบทบาทจากผู้รับผลกระทบไปสู่การเป็น “ผู้ประสานงานเชิงรุก” โดยใช้ความสัมพันธ์เชิงลึกกับทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาลทหารเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนและมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่ท้าทายยิ่งกว่าคือ “อาชญากรรมข้ามชาติ” ทั้งขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ซึ่งฝังรากลึกในพื้นที่สู้รบ ไทยจึงจำเป็นต้องสร้างแนวร่วมร่วมกับฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2569อินเดีย และบังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียใต้ที่มีพรมแดนติดกับเมียนมา เพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เบ็ดเสร็จและเป็นเอกภาพมากขึ้น
เหตุการณ์ปะทะกันบริเวณพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อปี 2568 สร้างรอยร้าวที่ต้องใช้เวลาเยียวยาอีกนานหลายปี ความพยายามของสหรัฐในการเข้ามาแทรกแซงเพื่อยุติความขัดแย้ง ได้รับการมองว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อรักษาอิทธิพลในภูมิภาค มากกว่าความห่วงใยด้านสันติภาพและเสถียรภาพอย่างจริงใจ แม้มีการหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2568 อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงเปราะบางและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ส่วนใหญ่ยังคงใช้ท่าที “รอดูสถานการณ์”
หนึ่งในความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดต่อไทยในปี 2569 ยังรวมถึงการเสื่อมถอยของระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกา สถาบันระหว่างประเทศซึ่งเคยเป็นพื้นที่ให้ประเทศขนาดกลางใช้ถ่วงดุลอำนาจมหาอำนาจ กำลังเผชิญกับการถูกลดบทบาทหรือถูกทำให้ไร้ประสิทธิภาพ
การกลับมาของการเมืองแบบใช้อำนาจฝ่ายเดียว การคว่ำบาตรนอกกรอบสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) และการใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้สภาพแวดล้อมระหว่างประเทศมีลักษณะ “ไม่แน่นอนเชิงบรรทัดฐาน” มากขึ้น

สำหรับไทย ซึ่งไม่สามารถพึ่งพาอำนาจทางทหารหรือเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน การลดบทบาทของกติกาสากลย่อมหมายถึงต้นทุนทางนโยบายที่สูงขึ้นในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบีบให้ไทยต้องพัฒนาความสามารถทางการทูตเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าที่เคย
ในปี 2569 เศรษฐกิจโลกกำลังถูกกำหนดโดยภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาดเสรี แนวโน้มการแยกขั้วทางเศรษฐกิจ การควบคุมเทคโนโลยี และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อประเทศเศรษฐกิจเปิดอย่างไทย
นโยบายต่างประเทศของไทยจึงไม่อาจแยกขาดจากนโยบายอุตสาหกรรม การค้า และความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป ความท้าทายสำคัญคือการหลีกเลี่ยงการถูก “ล็อกตำแหน่ง” ให้อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่มีความเสี่ยงสูง หรือพึ่งพาเทคโนโลยีจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
การขยายตัวของกลุ่ม “บริกส์พลัส” ซึ่งมีอินโดนีเซียเข้าร่วมเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบในปี 2568 และการที่ไทยได้รับสถานะ “ประเทศพันธมิตร” สะท้อนถึงการรวมตัวของกลุ่มพันธมิตรโลกใต้ ที่ต้องการสร้างทางเลือกใหม่นอกเหนือจากระบบการเงินที่พึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ การแข่งขันเพื่อจัดตั้งระเบียบการเงินใหม่นี้จะเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่กดดันนโยบายการต่างประเทศของไทยในปี 2569 โดยเฉพาะเมื่ออินเดียก้าวขึ้นเป็นประธานกลุ่ม บริกส์ในปีนี้ด้วย
นอกจากนี้ ไทยกำลังดำเนินการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ( โออีซีดี ) อย่างจริงจัง โดยในปี 2025 รัฐบาลไทยส่งเอกสารที่เรียกว่า “บันทึกเบื้องต้น” ( Initial Memorandum ) เพื่อประเมินความพร้อมของกฎหมายและนโยบายภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การเข้าร่วม เป็นสมาชิกโออีซีดีจะถือว่า เป็นเครื่องมือในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง และยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศ
ในโลกปี 2569 ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองภายในกับนโยบายต่างประเทศมีความแนบแน่นมากขึ้น ประเด็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาล ไม่ได้เป็นเพียงคุณค่าทางศีลธรรม หากแต่เป็นตัวแปรเชิงอำนาจที่ส่งผลต่อการเข้าถึงตลาด การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์
ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายจากความผันผวนทางการเมืองภายใน อาจทำให้ไทยเผชิญข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือ ในสายตาประเทศคู่เจรจา ซึ่งลดทอนอำนาจต่อรองในระยะยาว และทำให้นโยบายต่างประเทศมีลักษณะ “เชิงรับ” มากกว่าที่ควรจะเป็น
ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันเฉพาะหน้า แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบโลกที่ทำให้พื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศขนาดกลางอย่างไทย ให้แคบลงอย่างต่อเนื่อง
นโยบายต่างประเทศของไทยในบริบทใหม่นี้ จำเป็นต้องก้าวข้ามการ “รักษาสมดุลแบบเชิงรับ” ไปสู่การการเป็น “สะพานเชื่อมเชิงยุทธศาสตร์” ทั้งในแง่บทบาทระดับภูมิภาค การจัดการความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ และการเชื่อมโยงนโยบายต่างประเทศกับการปฏิรูปภายในประเทศ ไทยเลือกที่จะเป็น “สะพานที่มีรากฐานแข็งแรง” เชื่อมความขัดแย้ง โดยใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์และการทูตทางเศรษฐกิจ
ท่ามกลางกระแสลมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เชี่ยวกรากในปี 2569 การดำเนินนโยบายที่ “ยืดหยุ่นแต่มีหลักการ” จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยไม่เพียงแค่ดำรงอยู่ได้ แต่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



