ข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แทบไม่ได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพลเรือนจำนวนมาก ซึ่งถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ที่ขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่องของประเทศ โดยปฏิบัติการอพยพและการโจมตีทางอากาศอย่างไม่หยุดยั้งของอิสราเอล


ข้อตกลงสงบศึกที่มีสหรัฐเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา หลังการสู้รบประมาณ 6 สัปดาห์ ไม่สามารถยุติความรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ โดยทั้งสองฝ่ายต่างโจมตีกันเกือบทุกวัน และกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดข้อตกลง


การสู้รบส่งผลพลเรือนหลายแสนคนในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ต้องพลัดถิ่นจากบ้านเรือนของพวกเขา โดยไม่นานหลังการประกาศหยุดยิง อิสราเอลก็เผยแพร่แผนที่แสดงเขตกันชน ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 600 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอิสราเอลยึดครองด้วยกองกำลังภาคพื้นดิน รวมถึงระบุชื่อเมืองและหมู่บ้าน 57 แห่งที่อิสราเอลเตือนให้ประชาชนอพยพ


ทว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กองทัพอิสราเอลทำการโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้ง ในพื้นที่กว้างใหญ่นอกเขตยึดครองดังกล่าว และออกคำสั่งอพยพครอบคลุมเมืองและหมู่บ้านในเลบานอน เพิ่มอีกมากกว่า 100 แห่ง ตามการตรวจสอบแถลงการณ์ของอิสราเอล


เมื่อรวมกับเขตยึดครองแล้ว คำสั่งเหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตรของเลบานอน หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของประเทศ และส่วนใหญ่กลายเป็นพื้นที่ห้ามเข้าสำหรับประชาชน


อนึ่ง การสู้รบในเลบานอน เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างทั่วตะวันออกกลาง โดยอิสราเอลตั้งเป้าที่จะขับไล่ศัตรูตัวฉกาจอย่างอิหร่าน และกองกำลังตัวแทนต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และกลุ่มฮามาส ด้วยกลยุทธ์ที่ประกาศไว้ นั่นคือ การสร้างเขตกันชนตามแนวชายแดนติดกับฉนวนกาซา ซีเรีย และเลบานอน เพื่อปกป้องพลเมืองของตนเอง


อย่างไรก็ตาม พื้นที่อพยพซึ่งขยายวงกว้าง รวมถึงความสับสนเกี่ยวกับการโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขอบเขตของเขตกันชนของอิสราเอล ทำให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากกังวลว่า พวกเขาอาจไม่ได้กลับบ้านอีกเลย


ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (ไอดีเอฟ) ระบุว่า การโจมตีทางอากาศในเลบานอน นับตั้งแต่มีการหยุดยิง ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้พลเรือนพลัดถิ่น แต่มีจุดประสงค์เพื่อกำจัดภัยคุกคามจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่วนประกาศการอพยพเป็น “คำแนะนำ” ที่ออกก่อนการโจมตีทางอากาศ เพื่อให้ประชาชนสามารถออกจากพื้นที่ได้ หากพวกเขาต้องการ


แต่ถึงอย่างนั้น สถานการณ์สำหรับพลเรือนในเลบานอน ดูเลวร้ายลงเรื่อย ๆ หลังนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ให้คำมั่นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า อิสราเอลจะเพิ่มการโจมตี ส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพจากชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ไปยังพื้นที่ทางตอนเหนือ


แม้ช่วงก่อนการหยุดยิงเมื่อวันที่ 17 เม.ย. กองกำลังอิสราเอลยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่การโจมตีทางอากาศและการออกคำสั่งอพยพในเวลาต่อมา ขับไล่ผู้คนออกจากพื้นที่ที่อยู่ไกลจากแม่น้ำลิตานี ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนอิสราเอล-เลบานอน ไปทางเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร โดยเนทันยาฮูอธิบายว่าเป็น “เขตกันชนขนาดใหญ่” เพื่อป้องกันการโจมตีต่อต้านรถถัง และภัยคุกคามจากการรุกราน


ล่าสุด อิสราเอลออกคำสั่งอพยพชุดใหม่ ครอบคลุมเมืองและหมู่บ้านมากกว่า 12 แห่ง ตลอดจนประกาศให้พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนใต้ของเลบานอนเป็น “เขตสู้รบ”


ทั้งนี้ ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ อาจส่งผลกระทบต่อสงครามของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน เนื่องจากรัฐบาลเตหะรานเรียกร้องให้การยุติการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอน เป็นเงื่อนไขหนึ่งในการเจรจาสันติภาพ.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS