พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างเวียดนามกับจีน ซึ่งเป็นทั้งประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งทางดินแดน จะเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศเป็นครั้งแรก เมื่อไม่นานมานี้ พล.ต.อ.โต เลิม กล่าวว่า เวียดนามไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่มีความขัดแย้งในการแสวงหาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับจีน และรับประกันความคืบหน้าในการแก้ไขข้อพิพาทดินแดนที่ยืดเยื้อมานานในทะเลจีนใต้

“หากเราสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและการเจรจาไว้ได้ ความขัดแย้งทั้งหมดก็จะสามารถแก้ไขได้ ซึ่งการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน การปกป้องอธิปไตยของเรา และการยุติปัญหาในทะเลจีนใต้ เป็นสิ่งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน” พล.ต.อ.โต เลิม กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ พล.ต.อ.โต เลิม ยังเน้นย้ำจุดยืนที่มีมาอย่างยาวนานของเวียดนาม ที่ต้องการแก้ไขข้อพิพาทบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (อันโคลส)

อนึ่ง คำกล่าวของ พล.ต.อ.โต เลิม มีขึ้นในขณะที่เขาเร่งเพิ่มบทบาททางการทูตของเวียดนาม โดยพยายามที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีน สหรัฐ และมหาอำนาจอื่น ๆ ไปพร้อมกับ ควบคู่กับการกำกับดูแลวาระการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่ทะเยอทะยาน

พล.ต.อ.โต เลิม กล่าวถึงการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีนว่าเป็น “ความจริงที่มองเห็นได้” แต่เวียดนามไม่ได้เข้าถึงความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจผ่านมุมมองด้านความมั่นคง และต้องการความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศที่สำคัญ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่สำคัญและจำเป็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง “การทูตไผ่ลู่ลม” ของเวียดนาม ที่ยืดหยุ่นและมีมานาน

ทั้งนี้ พล.ต.อ.โต เลิม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ให้ดำรงตำแหน่งทั้งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดี กลายเป็นผู้นำเวียดนามที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบหลายสิบปี และอำนาจร่วมนี้ทำให้เขาสามารถมีบทบาททางการทูตที่โดดเด่นยิ่งขึ้น

บรรดานักการทูตในภูมิภาคกล่าวว่า พวกเขากำลังจับตาดูความเป็นผู้นำของ พล.ต.อ.โต เลิม อย่างใกล้ชิด ในขณะที่เขาแสดงท่าทีที่กระฉับกระเฉงและยืดหยุ่นมากขึ้น สำหรับประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเงียบขรึมและระมัดระวังทางการทูต เนื่องจากการปกครองแบบพรรคเดียว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า การรวมอำนาจไว้ที่บุคคลเดียว อาจทำให้รัฐพรรคเดียวเอนเอียงไปสู่ “ระบอบเผด็จการ” มากขึ้น แต่ก็ทำให้การตัดสินใจรวดเร็วยิ่งขึ้นเช่นกัน

เมื่อปลายเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.โต เลิม กล่าวในการประชุมด้านความมั่นคงครั้งใหญ่ที่สุดของเอเชีย “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” ที่สิงคโปร์ ว่าความท้าทายที่โลกเผชิญอยู่ ประกอบด้วยการเสื่อมถอยของกฎระเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ วิกฤติของโมเดลการพัฒนา รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ตลอดจนวิกฤติความไว้วางใจระหว่างประเทศต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ภายหลังการกล่าวสุนทรพจน์ พล.ต.อ.โต เลิม กล่าวในการใหัสัมภาษณ์ว่า เขายอมรับว่าเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม “มีความทะเยอทะยานและท้าทายอย่างมาก” แต่มันเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลฮานอยตั้งใจจะทำให้สำเร็จ

“เราจะไม่ปรับลดเป้าหมายนี้ลง เพราะเราเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่น หากเราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ เราจะขาดความทะเยอทะยานด้านการพัฒนาในวงกว้างที่เราตั้งไว้สำหรับประเทศ” พล.ต.อ.โต เลิม กล่าวทิ้งท้าย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS