โลกกำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เมื่อเมื่อสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงกรอบบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 100 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยมีปากีสถานทำหน้าที่คนกลางคอยไกล่เกลี่ยและประสานงาน
ข้อตกลงดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกในทันที ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านต่างออกมาประกาศชัยชนะ และยืนยันว่า ตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ
อย่างไรก็ตาม เอ็มโอยูที่ดูสวยหรูนี้จะสามารถคงอยู่ได้นานเพียงใด ท่ามกลางข้อตกลงที่ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่าน โดยมีปัจจัยชี้ชะตาสองประการที่จะกลายเป็น “บททดสอบสำคัญ” ว่าดีลนี้จะเป็นสันติภาพที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียงแค่การซื้อเวลา นั่นคือ สถานการณ์ของสมรภูมิตัวแทนในเลบานอน และ ความสัมพันธ์ที่กำลังตึงเครียดระหว่างทรัมป์ กับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล
สาระสำคัญในเบื้องต้นของเอ็มโอยูฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า เอกสารฉบับนี้ยังไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นโครงสร้างข้อตกลงชั่วคราวเพื่อลดแรงกดดันทางทหารและเศรษฐกิจ จากการที่แบ่งออกเป็นสองระยะหลัก
ระยะแรก คือการประกาศหยุดยิงถาวรในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน สหรัฐยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อความปลอดภัยของเรือสินค้า และสหรัฐยอมระงับมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันและปิโตรเคมีของอิหร่าน “ยาวนานระยะหนึ่ง”
ตามด้วยระยะที่สอง คือการกำหนดให้มีกรอบเวลาเจรจาเชิงลึก 60 วันหลังลงนามในเอ็มโอยู เพื่อตกลงในรายละเอียดของโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐต้องการให้อิหร่านทำลายหรือกำจัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมด ในสถานที่ซึ่งต้องเกิดขึ้นนอกอิหร่าน
ผลประโยชน์ที่กระตุ้นให้อิหร่านยอมตกลงในขั้นต้นนี้คือ “สิ่งเร้าทางการเงิน” มากมาย เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากสงครามและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานสูงถึง 70% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขาดหายไปจากเอ็มโอยูฉบับนี้คือความชัดเจนในการบังคับใช้ และการยอมรับจากหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญ “อย่างไม่อาจปฏิเสธได้” นั่นคือ อิสราเอล
เลบานอนคือ “บททดสอบสำคัญสูงสุด” อันดับแรก ที่มีแนวโน้มสูงสุดเช่นกัน ว่าจะเป็น “ตัวชี้ชะตา” ของข้อตกลงฉบับนี้ ย้อนกลับไปเมื่อความขัดแย้งปะทุขึ้นในเดือนก.พ. กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเตหะราน เปิดแนวรบทางตอนใต้ของเลบานอนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อตอบโต้อิสราเอลและสหรัฐ ทำให้อิสราเอลส่งกำลังทหารบุกเข้าไปในภาคใต้ของเลบานอน และทำการทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วง จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และมีผู้พลัดถิ่นมากกว่าหนึ่งล้านคน
อิหร่านยื่นคำขาดมาตลอดว่า “ข้อตกลงหยุดยิงใดจะต้องครอบคลุมถึงสมรภูมิเลบานอนด้วย” ซึ่งปากีสถานยืนยันแบบเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง อิสราเอลไม่ได้ร่วมโต๊ะเจรจาในข้อตกลงนี้ด้วย และรัฐบาลเนทันยาฮูยังคงยืนกรานสิทธิในการป้องกันตนเองและปฏิบัติการทางทหาร เพื่อขจัดภัยคุกคามจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต่อไป โดยแยกออกจากข้อตกลงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ

สมรภูมิเลบานอนจึงเปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” ที่พร้อมจะปะทุตลอดเวลา หากอิสราเอลทำการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ จนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ อิหร่านซึ่งมุ่งหวังรักษาความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำ “อักษะแห่งการต่อต้าน” จึงอยู่ในสถานะถูกบีบให้ต้องตอบโต้ ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลอีกครั้ง
หากเลบานอนคือชนวนระเบิดทางทหาร ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับเนทันยาฮู ก็คือระเบิดเวลาทางการเมืองที่จะกำหนดลมหายใจของข้อตกลงนี้เช่นกัน ผู้นำทั้งสองคนซึ่งเคยสนิทสนมกันตั้งแต่ยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก บัดนี้กลับเผชิญหน้ากันด้วยความไม่พอใจและมีความคิดเห็นขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ที่รุนแรง
เป้าหมายของทรัมป์มีความชัดเจนอย่างมากคือ ต้องการ “ทางลงที่รวดเร็ว” จากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้สหรัฐติดหล่มมานาน เพื่อดึงราคาน้ำมันลง และลดความไม่พอใจของชาวอเมริกันต่อค่าครองชีพก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพ.ย. นี้
ตรงกันข้ามกับเนทันยาฮูและกลุ่มขวาจัดในอิสราเอล ซึ่งมองว่า เอ็มโอยูระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เป็นการยอมจำนนและลดทอนความสำเร็จทางทหารของอิสราเอลอย่างยอมรับไม่ได้ ข้อตกลงนี้ไม่ได้บังคับให้อิหร่านต้องทำลายคลังขีปนาวุธนำวิถี และไม่ได้กดดันให้ต้องตัดขาดการสนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างถาวร
ความตึงเครียดดังกล่าวยังสะท้อนถึงปัญหาระดับโครงสร้าง ในการประสานนโยบายระหว่างสหรัฐกับอิสราเอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประการแรกคือ ประเด็นการปกปิดข้อมูลการเจรจา ซึ่งเนทันยาฮูไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับความคืบหน้าของเอ็มโอยู และต้องโทรศัพท์สืบหาข้อมูลจากคนใกล้ชิดในรัฐบาลทรัมป์ด้วยตนเอง
ประการต่อมา คือการที่ทรัมป์ยกเลิกปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านอย่างกะทันหัน ซึ่งสร้างความรู้สึกถูกทอดทิ้งแก่อิสราเอลที่สนับสนุนแนวทางกดดันขั้นสูงสุด และประการสุดท้ายคือกรณีการเจรจาถอนทหารภาคพื้นดินออกจากภูมิภาคทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งอิสราเอลปฏิเสธแนวทางของสหรัฐในเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง
การที่ทรัมป์ยืนยันว่า ตนเองเป็นคนคุมเกมและอิสราเอลไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมรับข้อตดลงระหว่างรัฐบาลวอชิงตันกับรัฐบาลเตหะราน สะท้อนให้เห็นว่า เอกภาพของพันธมิตรคู่นี้กำลังเผชิญหน้ากับความตึงเครียดอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ชองสองประเทศ

เมื่อเนทันยาฮูเผชิญหน้ากับแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศอย่างหนักหน่วง ผู้นำอิสราเอลจึงมีแรงจูงใจสูงมากที่จะสร้างความปั่นปวนให้กับเอ็มโอยูฉบับนี้ ด้วยการใช้มาตรการทางทหารที่รุนแรงขึ้นในเลบานอน เพื่อพิสูจน์ให้ทุกฝ่ายเห็นว่า อิสราเอลยังคงคุมเกมได้ ซึ่งสิ่งนี้ขัดแย้งโดยตรงกับความประสงค์ของทรัมป์
แม้เอ็มโอยูระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน จะเป็นก้าวย่างที่กล้าหาญในการหลีกเลี่ยงความหายนะทางเศรษฐกิจและการทหารในระยะสั้น แต่มันกลับถูกสร้างขึ้นบนรากฐานที่เปราะบางอย่างยิ่ง
ข้อตกลงฉบับนี้ละเลยประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างของภูมิภาค แต่กลับฝากความหวังไว้กับการเจรจาในห้วงเวลาอันสั้น คือเพียง 60 วัน ตราบใดที่สถานการณ์ความมั่นคงในเลบานอนยังคงไร้เสถียรภาพ และตราบใดที่ “รอยร้าวทางการเมือง” ระหว่างทรัมป์กับเนทันยาฮูยังคงขยายตัวอย่างไม่มีท่าทีว่าจะประสานสำเร็จ อย่างน้อย ณ เวลานี้
สองปัจจัยดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็น “บททดสอบสำคัญ” อันแหลมคมที่สุด ท้ายที่สุดแล้ว เอ็มโอยูประวัติศาสตร์ฉบับนี้อาจถูกจดจำ ในฐานะจุดเริ่มต้นของสันติภาพครั้งใหม่ หรืออาจกลายเป็นเพียงช่วงพักหายใจสั้น ๆ ก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นอีกครั้ง และรอยร้าวของสองผู้นำพันธมิตรยืดเยื้อจนยากที่จะกลับมาปรับความเข้าใจให้เหมือนก่อนเกิดสงคราม.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : GETT IMAGES, REUTERS



