เมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงต่อเนื่อง หลายคนอาจรู้สึกไม่อยากเข้าครัว ไม่อยากเปิดเตาอบ และที่สำคัญคือรู้สึกเบื่ออาหารมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกายที่พยายามลดการสร้างความร้อนภายในตัวเอง แม้ความอยากอาหารจะลดลง แต่ร่างกายยังคงต้องการสารอาหารและน้ำในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อรักษาสมดุลและป้องกันภาวะขาดน้ำ


ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่า การรับประทานอาหารในช่วงอากาศร้อนไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณอาหาร แต่ควรเลือกอาหารและเครื่องดื่มให้เหมาะสม โดยมี 3 หลักสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายรับมือกับคลื่นความร้อนได้ดีขึ้น


ไม่จำเป็นต้องเพิ่มโปรตีน แต่เลือกแหล่งโปรตีนที่เหมาะสม


ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ร่างกายไม่ได้ต้องการโปรตีนมากกว่าปกติในช่วงอากาศร้อน อีกทั้งการย่อยโปรตีนยังทำให้ร่างกายสร้างความร้อนมากกว่าการย่อยคาร์โบไฮเดรตหรือไขมัน เพราะต้องใช้พลังงานในการย่อยและดูดซึมมากกว่า ดังนั้น การรับประทานเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่หรืออาหารโปรตีนสูง อาจทำให้รู้สึกร้อนและเหงื่อออกมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม โปรตีนยังเป็นสารอาหารจำเป็น จึงควรเลือกแหล่งโปรตีนที่รับประทานง่ายและไม่ต้องใช้ความร้อนในการปรุงมากนัก เช่น ถั่ว เต้าหู้ ไข่ นม ชีส โยเกิร์ตกรีก หรือเนื้อสัตว์ปรุงสุกพร้อมรับประทาน นอกจากนี้ สมูทตีที่ปั่นจากผลไม้ ผัก โยเกิร์ต และเนยถั่ว ก็เป็นอีกทางเลือกที่ให้ทั้งความสดชื่นและสารอาหารครบถ้วน รวมถึงปลาเนื้อเบา เช่น ทูน่า แซลมอน หรือกุ้ง


เติมน้ำให้ร่างกาย ทั้งจากเครื่องดื่มและอาหาร


เมื่ออากาศร้อน ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านเหงื่อมากกว่าปกติ จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยทั่วไปแนะนำวันละ 6-8 แก้ว แต่ในช่วงคลื่นความร้อน หลายคนอาจต้องการน้ำมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอายุ ขนาดร่างกาย ระดับกิจกรรม และสุขภาพ


นอกจากการดื่มน้ำแล้ว ผักและผลไม้ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกายได้ดี เช่น แตงกวา มะเขือเทศ ผักกาดหอม ขึ้นฉ่าย แตงโม และสตรอว์เบอร์รี ซึ่งมีน้ำมากกว่า 90% ส่วนแอปเปิล ลูกแพร์ ส้ม องุ่น สับปะรด แครอต และบรอกโคลีที่ปรุงสุกแล้ว มีน้ำประมาณ 80-89% อีกทั้งยังให้วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร


สัญญาณง่าย ๆ ที่บ่งชี้ว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ คือสีของปัสสาวะ หากเป็นสีเหลืองอ่อนถือว่าปกติ แต่หากมีสีเหลืองเข้มหรือสีน้ำตาล ควรดื่มน้ำเพิ่ม เพราะอาจเริ่มมีภาวะขาดน้ำ


เครื่องดื่มร้อนก็ช่วยคลายร้อนได้


หลายคนอาจคิดว่าในวันที่อากาศร้อนควรดื่มเฉพาะเครื่องดื่มเย็น แต่ความจริงแล้ว เครื่องดื่มอุ่นหรือร้อนก็ช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ เพราะกระตุ้นให้ร่างกายขับเหงื่อเร็วขึ้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่อุณหภูมิของเครื่องดื่ม แต่คือการได้รับน้ำอย่างเพียงพอ


สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟหรือมัทฉะ ไม่จำเป็นต้องงดในช่วงอากาศร้อน หากดื่มในปริมาณพอเหมาะ โดยกาแฟวันละ 1-2 แก้วแทบไม่ส่งผลต่อภาวะขาดน้ำ แต่หากดื่มมากถึง 5-6 แก้ว คาเฟอีนอาจกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดน้ำได้ เช่นเดียวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


นอกจากนี้ การปรับเวลารับประทานอาหาร เช่น รับประทานอาหารเช้าให้เร็ว พักผ่อนช่วงบ่ายที่อากาศร้อนที่สุด และรับประทานอาหารเย็นในช่วงอากาศเย็นลง ก็ช่วยให้ร่างกายปรับตัวกับสภาพอากาศได้ดีขึ้น แม้อากาศร้อนจะทำให้ความอยากอาหารลดลง แต่การเลือกอาหารที่เหมาะสมและได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายรับมือกับคลื่นความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ และส่งเสริมสุขภาพโดยรวม.


ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES