14 ปีผ่านไป หากสุดท้ายไม่ได้ตัวกลับมาดำเนินคดีภายในอายุความ อย่างน้อยคดีอุบัติเหตุทายาทตระกูลดัง“บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา” ก็ควรทิ้งบทเรียน เลี่ยงช่องโหว ผิดพลาดซ้ำรอย
ไม่ใช่แค่มิติกระบวนการยุติธรรม แต่รวมถึงการเก็บหลักฐานและมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนที่ดีขึ้น เพราะชัดเจนว่าการดำเนินคดีที่มีปัญหา การรวบรวมพยานหลักฐานที่มีข้อสงสัย ทำให้คดียังเป็นที่ค้างคาใจ

- สร้าง SOP วัดเมา – เกราะสกัดวีไอพี
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) สะท้อนผ่าน “ทีมข่าวอาชญากรรม” ตั้งโจทย์ 3 บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ดังในอดีต คือจากนี้ต้องทำให้กลไกการตรวจพิสูจน์แม่นยำ เชื่อถือได้ และมีหลักปฏิบัติชัดเจน ได้แก่ การสร้างมาตรฐานขั้นตอนการทำงาน หรือ SOP (Standard Operating Procedure) ของพนักงานสอบสวน เพื่อล็อกบทบาทการปฏิบัติหน้าที่ “จุดสำคัญ”คดี“เมาขับ” คือการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ต้องดำเนินการทุกกรณีและอยู่ภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสม(ไม่เกิน 2-4 ชั่วโมง) เพราะกระทบกับผลลัพธ์
ทั้งนี้ หลายประเทศล็อกไว้เลยว่าต้องทำ หากส่งฟ้องโดยไม่มีผลตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ตำรวจต้องมีคำอธิบายถึงสาเหตุที่ไม่ตรวจ ขณะเดียวกันต้องทำให้มีการตรวจประวัติการกระทำผิดซ้ำ เพราะกฎหมายปัจจุบันกำหนดไว้ชัดว่าเมาขับ“ผิดซ้ำ” มีโทษจำคุก และพฤติการณ์ขับอันตรายสามารถนำไปสู่มาตรการริบรถได้

นอกจากล็อกให้กำหนดเป็น SOP เรื่องนี้ต้องทำให้เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะ รวมถึงให้เชื่อมโยงว่าสามารถเอาผิดตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา หากเจ้าหน้าที่ตำรวจละเว้น ไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่
“ต้องมีตัวช่วยหรือระบบมากำกับ ทำให้การใช้ดุลพินิจลดลง ไม่เทา หรือไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของวีไอพี กลับกันก็ยังเป็นเกราะให้พนักงานสอบสวนผู้ปฏิบัติว่าหากไม่ตรวจตัวเองอาจโดนความผิดฐานละเว้น”
จากคดีดังกล่าวที่เกิดประเด็นตรวจหลังเหตุ อ้างดื่มหลังกลับบ้านเพราะเครียด หรือเมาหลังขับ ทำให้เอาผิดไม่ได้ นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องถือโอกาสยกระดับ ด้วยการทำให้เกิดมาตรฐานการจัดการเรื่องเมา

- พิสูจน์หลักฐานความเร็ว-เชื่อมข้อมูลอุดช่องติดปีก(หนี)
ผู้จัดการ ศวปถ. เสนออีกมาตรฐานคือ การพิสูจน์หลักฐานความเร็ว ต้องเร่งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มี SOP ในทางปฏิบัติ ซึ่งโดยหลักมีเครื่องมือพื้นฐาน 2 อย่างแล้ว คือ
1.กล้องวงจรปิด (CCTV) ที่สามารถนำมาใช้คำนวณได้ แต่หากเป็นเคสที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัดอาจยังมีอุปสรรค ต้องพัฒนาทักษะผู้ทำหน้าที่ในการใช้เทคนิคคำนวณ
2.ระบบ EDR (Event Data Recorder) ที่รถยนต์รุ่นใหม่มักมีติดมาด้วย รูปแบบระบบ EDR การทำงานคล้าย “กล่องดำ” สามารถตรวจสอบความเร็วในจังหวะการชนได้ เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ต่างประเทศก็ใช้กัน โดยระบบจะแสดงความเร็วสุดท้ายที่รถเกิดการชนและแอร์แบค (Airbag)ทำงาน
“ที่ผ่านมาวิธีทั่วไปที่เรายังใช้กันอย่างการดูหน้าปัดรถ อาจยังไม่แม่นยำพอ เพราะมีปัจจัยที่อาจทำให้หน้าปัดเปลี่ยนแปลงได้”
สุดท้ายคือการเชื่อมโยงข้อมูลป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศ เจ้าหน้าที่ตำรวจควรต้องมี SOP ในเรื่องนี้เพื่อปิด“จุดอ่อน”ของการเชื่อมข้อมูลคดี ทำไมถึงยังเดินทางออกนอกประเทศได้

- โอกาสเกิด “บอส 2” ในยุคนี้ ?
ผู้จัดการ ศวปถ. ยอมรับพฤติกรรมเมาขับสำหรับคนไทยยังมองเป็นวิถี ทำให้ต้องค่อย ๆ ปรับ เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับใหญ่เรื่องเมาขับไม่ง่าย แต่สามารถทำไปได้กับทิศทางที่“สังคมเอาด้วย” ยกตัวอย่าง เริ่มเข้มงวดกับเมาขับผิดซ้ำ เมาขับชนคนเสียชีวิต หรือเมาขับอันตราย
พร้อมมองคนรุ่นใหม่มีวิธีคิด และการไม่ยอมกับความไม่เท่าเทียม ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิ ซึ่งเป็นทิศทางดี สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีมาตรฐานทำงานชัดเจน หากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ล็อกไว้ก็มีโอกาสถูกฟ้องเอาผิดมาตรา 157
ทั้งนี้ ทิ้งท้ายถึงความพยายาม“ขยับ” ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จากเดิมจำคุกสูงสุด 10 ปี ให้มีโทษจำคุกเกิน 10 ปี ซึ่งข้อเท็จจริงหากสารภาพจะลดโทษลงกึ่งหนึ่ง ทำให้โทษที่เหลืออยู่ในดุลพินิจรอลงอาญาได้ ศวปถ.และเครือข่ายเล็งเห็นช่องโหว่นี้และอยู่ระหว่างผลักดันข้อเสนออย่างจริงจัง เพื่อ“ปลดล็อก” ต้องทำให้รู้ว่าเป็นข้อหาที่ไม่ใช่แค่รอลงอาญา เมื่อกระทำผิด.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



