1) บันทึกข้อมูลตามจริง โดยไม่ต้องสมบูรณ์แบบ
วัตถุประสงค์ของการติดตามตนเองมิใช่การสร้างบันทึกที่ดูดี แต่คือการรวบรวมข้อมูลที่เพียงพอสำหรับทำความเข้าใจตนเอง เช่น ช่วงเวลาที่รับประทานอาหารเกินความต้องการ สถานการณ์ที่สัมพันธ์กับการรับประทานโดยไม่ได้วางแผน หรือความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร กิจกรรมทางกาย น้ำหนัก และระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้น วันที่พฤติกรรมไม่เป็นไปตามเป้าหมายจึงยังเป็นข้อมูลที่มีคุณค่า เพราะอาจช่วยระบุสิ่งกระตุ้นและอุปสรรคที่สำคัญต่อการนำไปแก้ไข
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า การติดตามอาหารเป็นองค์ประกอบที่พบได้บ่อยในโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก และงานวิจัยส่วนใหญ่รายงานผลด้านน้ำหนักในทิศทางที่ดี ทั้งในรูปแบบการบันทึกอาหารทั้งหมดและการบันทึกเฉพาะพฤติกรรมสำคัญ นอกจากนี้ ในการศึกษาที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความสม่ำเสมอในการบันทึกกับผลลัพธ์ ส่วนใหญ่พบว่า ผู้ที่ติดตามข้อมูลได้สม่ำเสมอกว่ามีแนวโน้มลดน้ำหนักได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม รูปแบบและเกณฑ์การวัดความสม่ำเสมอแตกต่างกันระหว่างการศึกษา จึงยังไม่สามารถกำหนดปริมาณการบันทึกที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทุกคนได้
ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องบันทึกข้อมูลทุกประเภทพร้อมกัน หากการบันทึกอย่างละเอียดสร้างภาระมากเกินไป อาจเริ่มจากข้อมูลที่สัมพันธ์กับเป้าหมายมากที่สุด เช่น น้ำหนัก มื้อที่ควบคุมยาก เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล หรือจำนวนก้าว การบันทึกในระดับที่ทำได้อย่างต่อเนื่องอาจมีประโยชน์มากกว่าการบันทึกอย่างละเอียดในช่วงสั้นแล้วหยุดใช้งานทั้งหมด ทั้งนี้ หลักฐานปัจจุบันยังไม่ยืนยันว่าการบันทึกแบบละเอียดจะมีประสิทธิผลเหนือกว่าการบันทึกแบบย่อในทุกกรณี
2) กำหนดเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง ปฏิบัติได้ และปรับระดับตามความก้าวหน้า
แอปสุขภาพควรถูกใช้เป็นเครื่องมือแปลงเป้าหมายกว้าง ๆ ให้กลายเป็นพฤติกรรมที่สังเกตและติดตามได้ เช่น เปลี่ยนจาก “จะออกกำลังกายให้มากขึ้น” เป็น “เดินหลังอาหารเย็น 15 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน” หรือเปลี่ยนจาก “จะกินให้ดีขึ้น” เป็น “เลือกเครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาลในวันทำงาน” เป้าหมายควรมีความชัดเจน สอดคล้องกับความพร้อมของผู้ใช้ และสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
การทบทวนการออกแบบ Digital Behavior Change Interventions พบว่าการตั้งเป้าหมายการติดตามตนเอง และการใช้สิ่งกระตุ้นหรือการเตือนเป็นเทคนิคที่ถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดในการสนับสนุนการสร้างพฤติกรรมใหม่ อย่างไรก็ตามการมีฟังก์ชันตั้งเป้าหมายในแอปเพียงอย่างเดียว ไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ หากเป้าหมายสูงเกินไป ไม่เกี่ยวข้องกับบริบทชีวิต หรือไม่มีระบบติดตามและปรับแผนที่เหมาะสม

3) เชื่อมการใช้งานแอปเข้ากับกิจวัตรและสิ่งกระตุ้นที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
การกำหนดเวลาและบริบทของพฤติกรรมใหม่ให้ชัดเจนช่วยลดการพึ่งพาความจำและแรงจูงใจในแต่ละวัน เช่น บันทึก อาหารหลังมื้ออาหาร ชั่งน้ำหนักในช่วงเวลาเดิม ตั้งการเตือนยาให้สัมพันธ์กับกิจวัตร หรือวางอุปกรณ์ตรวจระดับน้ำ ตาลไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นและหยิบใช้ได้ง่าย การทบทวนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการสร้างนิสัยผ่าน Digital Behavior Change Interventions พบว่า โปรแกรมดิจิทัลมักใช้การกำหนดเจตนา สิ่งกระตุ้นตามเวลา การเตือน การติดตามอัตโนมัติ ผลสะท้อนกลับ และการเสริมแรงเชิงบวก เพื่อสนับสนุนให้พฤติกรรมเกิดซ้ำในบริบทที่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามหลักฐานยังไม่ เพียงพอที่จะระบุว่าวิธีการหรือความถี่ของการเตือนแบบใดเหมาะกับผู้ใช้ทุกกลุ่ม ดังนั้น การแจ้งเตือนควรถูกปรับให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้ใช้และมีจำนวนเท่าที่จำเป็น การเตือนที่มากเกินไปหรือเกิดขึ้น ในเวลาที่ผู้ใช้ไม่สามารถลงมือทำได้อาจเพิ่มภาระและทำให้ผู้ใช้ปิดการแจ้งเตือนในที่สุด
4) ทบทวนข้อมูลเพื่อปรับแผน ไม่ใช่เพียงสะสมตัวเลข
ข้อมูลที่ถูกบันทึกในแอปจะมีประโยชน์ต่อเมื่อได้รับการแปลความหมายและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ผู้ใช้ควรทบทวนข้อมูลเป็นระยะ เช่น รายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อพิจารณาว่าพฤติกรรมใดทำได้ตามเป้าหมาย ช่วงเวลาใดเป็นอุปสรรค และควรปรับแผนในขั้นตอนใด การพิจารณาแนวโน้มในระยะเวลาหนึ่งมักให้ข้อมูลที่มีความหมายมากกว่าการตัดสินจากค่าที่ผิดเป้าหมายเพียงวันเดียว การวิเคราะห์อภิมานของ digital interventions สำหรับการจัดการเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าโปร แกรมเหล่านี้ช่วยลด HbA1c มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบเฉลี่ยประมาณ 0.31% โดยหลายโปรแกรมที่ให้ผลดีใช้ข้อมูลเพื่อให้ ผลสะท้อนกลับเฉพาะบุคคลอย่างทันท่วงที และมีบุคลากรพร้อมช่วยเหลือเมื่อจำเป็น ดังนั้นการใช้งานไม่ควรสิ้นสุดที่การ สะสมข้อมูล แต่ควรครอบคลุมการติดตาม การทบทวน การรับผลสะท้อนกลับ การปรับพฤติกรรม และการประเมินผลซ้ำ
5) นำข้อมูลไปใช้ร่วมกับทีมดูแลสุขภาพ
ข้อมูลจากแอป เช่น แนวโน้มน้ำหนัก รูปแบบการรับประทานอาหาร ระดับกิจกรรมทางกาย ค่าน้ำตาล และความสม่ำเสมอในการใช้ยา อาจช่วยให้แพทย์ พยาบาล นักกำหนดอาหาร หรือโค้ชสุขภาพเข้าใจบริบทระหว่างการพบแต่ละครั้งได้ละเอียดกว่าการอาศัยความจำย้อนหลังเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลควรถูกนำเสนอในรูปแบบที่กระชับและตอบคำถามทางคลินิกที่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลดิบทั้งหมดเข้าสู่การปรึกษาทุกครั้ง การทดลองแบบสุ่มของแพลตฟอร์มดูแลเบาหวานแบบบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วยการติดตามข้อมูล การจัดการอาหารด้วยปัญญาประดิษฐ์ และการสนับสนุนจากทีมดูแล พบผลด้านการควบคุมระดับน้ำตาลและน้ำหนักที่ดีกว่าการดูแลตามปกติ ผลดังกล่าวสนับสนุนบทบาทของระบบที่เชื่อมข้อมูลดิจิทัลเข้ากับการดูแลและผลสะท้อนกลับจากบุคลากร มากกว่าการแยกแอปออกจากระบบบริการสุขภาพโดยสิ้นเชิง

6) ใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนเสริมของการรักษา ไม่ใช่ใช้แทนการประเมินทางการแพทย์
Digital Therapy และ mHealth สามารถช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงความรู้ ติดตามตนเอง และได้รับการสนับสนุนระหว่างการพบแพทย์ แต่ไม่ควรถูกใช้เพื่อทดแทนระบบบริการสุขภาพทั้งหมด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องอาศัยการตรวจร่างกาย การวินิจฉัย การปรับยา หรือการประเมินภาวะแทรกซ้อน องค์การอนามัยโลกระบุว่า Digital health interventions ควรได้รับการใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบสุขภาพ และไม่สามารถทดแทนระบบบริการ บุคลากร การกำกับดูแล และการเข้าถึงยาที่จำเป็นได้ ผู้ใช้จึงไม่ควรหยุดยา ปรับขนาดยา หรือเปลี่ยนแผนการรักษาด้วยตนเองจากคำแนะนำทั่วไปของแอปหรือระบบอัตโนมัติ หากข้อมูลที่ติดตามแสดงค่าผิดปกติซ้ำ ๆ หรือมีอาการที่อาจต้องได้รับการประเมิน ควรติดต่อสถานพยาบาลหรือบุคลากรสุขภาพตามช่องทางที่กำหนด แทนการรอคำตอบจากแชตบอตเพียงอย่างเดียว
7) เตรียมแผนสำหรับช่วงที่การใช้งานลดลง
การใช้งานเทคโนโลยีสุขภาพมักไม่คงที่ตลอด ผู้ใช้อาจลดหรือหยุดใช้งานชั่วคราวจากภาระงาน ความเหนื่อยล้า จากการบันทึก การเปลี่ยนกิจวัตร ปัญหาทางเทคนิค หรือความรู้สึกว่าแอปไม่ตอบสนองต่อความต้องการ การทบทวนอย่างเป็นระบบด้าน ความต่อเนื่องในการใช้เทคโนโลยีสุขภาพ พบว่าความต่อเนื่องในการใช้งาน (adherence) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจของผู้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับปัจจัยหลายระดับ ทั้งคุณลักษณะของบุคคล ความเหมาะสมของเทคโนโลยี การสนับสนุนที่ได้รับ และบริบทแวดล้อม
ดังนั้น เมื่อหยุดบันทึกหรือใช้งานไม่ต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องกลับมาเก็บข้อมูลย้อนหลังทั้งหมด ผู้ใช้อาจเริ่มใหม่จากพฤติกรรมสำคัญเพียงหนึ่งรายการ ลดความละเอียดของการติดตาม ปรับเวลาการแจ้งเตือน หรือขอให้โค้ชช่วยทบทวนว่าองค์ประกอบใดสร้างภาระมากเกินไป แนวทางดังกล่าวมุ่งลดอุปสรรคต่อการกลับมาใช้งาน แทนการตีความการหยุดชั่วคราวว่าเป็นความล้มเหลวของผู้ใช้ ข้อมูลจาก แพทย์หญิงฐิติภรณ์ ตวงรัตนานนท์ และ นายแพทย์ณัฐดนัย รัชตะนาวิน สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์



