เลือกแอปอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง
แอปพลิเคชันสุขภาพที่เผยแพร่ในปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งวัตถุประสงค์ คุณภาพ หลักฐานสนับสนุน ความสามารถในการใช้งาน และมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้นการเลือกแอปไม่ควรพิจารณาจากจำนวนผู้ดาวน์โหลด คะแนนรีวิว หรือความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินถึงเป้าหมายของตน พื้นฐานทางวิชาการ ความ ปลอดภัย และการนำไปใช้ในบริบทจริง
1) เริ่มจากเป้าหมายสุขภาพของตนเอง ก่อนเลือกแอป ควรกำหนดให้ชัดเจนว่าต้องการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น ติดตามน้ำหนัก ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพิ่มกิจกรรมทางกาย เตือนการใช้ยา ติดตามระดับน้ำตาล หรือสื่อสารกับทีมดูแล เนื่องจากแอปที่มีคุณสมบัติจำนวนมากอาจไม่ได้เหมาะสมกว่าแอปที่มีฟังก์ชันจำกัด แต่ตอบโจทย์ได้ตรงจุด นอกจากนี้ ควรพิจารณาว่าข้อมูลจากแอปจะถูกนำมาใช้สนับสนุนเป้าหมายอย่างไร เช่น ใช้เพียงเพื่อสร้างความตระหนัก ใช้ติดตามความก้าวหน้า หรือใช้ประกอบการปรับแผนร่วมกับบุคลากรสุขภาพ การเลือกแอปจึงควรยึดความสอดคล้องกับเป้าหมายที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญ มากกว่าการเลือกตามกระแสหรือความนิยมในตลาด
2) ความน่าเชื่อถือ และธรรมาภิบาลของผู้พัฒนา ควรตรวจสอบว่าแอประบุชื่อผู้พัฒนา เจ้าของผลิตภัณฑ์ แหล่งทุน และช่องทางติดต่อไว้อย่างชัดเจนหรือไม่ รวมถึงเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจมีอิทธิพลต่อเนื้อหาหรือคำแนะ นำ เช่น การได้รับการสนับสนุนจากบริษัทผลิตยา อาหาร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ในด้านเนื้อหา ควรระบุว่ามีแพทย์ นักกำหนดอาหาร เภสัชกร นักกายภาพบำบัด หรือบุคลากรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องร่วมออกแบบ ตรวจสอบ และปรับปรุงข้อมูลหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโดยหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย หรือบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ได้เป็นหลักประกันคุณภาพโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า คือความโปร่งใสของผู้รับผิดชอบ การกำกับดูแลทางคลินิก และความสามารถในการตรวจสอบแหล่ง ที่มาของข้อมูล
3) ประเมินด้วยหลักฐานทางวิชาการรองรับ การประเมินหลักฐานควรแยกออกเป็นอย่างน้อยสองระดับ ได้แก่
1) ระดับเนื้อหาและหลักการที่ใช้: ตรวจสอบว่าคำแนะนำสอดคล้องกับแนวทางเวชปฏิบัติ มาตรฐานวิชาชีพ หรือทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ได้รับการยอมรับหรือไม่
2) ระดับผลิตภัณฑ์: ตรวจสอบว่าแอปหรือโปรแกรมนั้นได้รับการประเมินผลโดยตรงหรือไม่ เช่น มีการทดลองทางคลินิก การศึกษาเปรียบเทียบ หรือการศึกษาผลลัพธ์จากการใช้งานจริง
การระบุว่าแอป “อิงหลักวิชาการ” ยังไม่เทียบเท่ากับการมีหลักฐานว่าแอปนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพ ผู้ใช้จึงควรพิจารณาว่า มีงานวิจัยศึกษาในประชากรที่ใกล้เคียงกับตนหรือไม่ มีกลุ่มเปรียบเทียบหรือไม่ ใช้ผลลัพธ์ที่มีความหมายทางคลินิก หรือพิจารณาเพียงความพึงพอใจ ระยะเวลาติดตามเพียงพอหรือไม่ และรายงานการถอนตัวหรือผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์หรือไม่ คะแนนดาวและความคิดเห็นในร้านแอปให้ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้ใช้ แต่ไม่สามารถ ใช้แทนการประเมินความถูกต้อง ความปลอดภัย หรือประสิทธิผลทางคลินิกได้
4) ความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย แอปที่มีเนื้อหาถูกต้องในประเทศหนึ่งอาจไม่สามารถนำมาใช้ในอีกบริบทหนึ่งได้โดยตรง ผู้ใช้ควรพิจารณาความเหมาะสมด้านภาษา ระดับความยากของเนื้อหา หน่วยวัด รูป แบบอาหาร ความเชื่อด้านสุขภาพ วิถีชีวิต และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม สำหรับแอปติดตามอาหาร ที่เหมาะกับบริบทประเทศไทย ควรประเมินว่าฐานข้อมูลครอบคลุมอาหารไทย อาหารจานเดียว อาหารตามสั่ง เครื่องปรุง ขนาด หน่วยบริโภคที่ใช้จริง และวัฒนธรรมการกินร่วมกันหรือไม่ รวมถึงสามารถปรับสูตร หรือปริมาณให้ตรงกับอาหารที่ผู้ใช้รับประทานได้เพียงใด หลักฐานด้านการปรับการดูแลสุขภาพด้วยดิจิทัลให้เหมาะกับวัฒนธรรมชี้ว่า การแปลภาษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ควรปรับทั้งเนื้อหา ตัวอย่าง ภาพประกอบ วิธีสื่อสาร และกระบวนการใช้งานให้สอดคล้องกับบริบทของประชากรเป้าหมาย
5) ความง่ายและความสะดวกในการใช้งาน ประสิทธิผลของแอปส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องในการใช้ จึงควรทดลองภารกิจหลัก เช่น บันทึกอาหาร ดูกราฟ แก้ไขข้อมูล ตั้งค่าการเตือน หรือติดต่อผู้ดูแล และพิจารณาว่าขั้นตอนใช้เวลาและความพยายามมากเกินไปหรือไม่ ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เมนูเข้าใจง่าย ตัวอักษร และปุ่มเหมาะสม เนื้อหา ไม่หนาแน่น แก้ไขข้อผิดพลาดได้ รองรับอุปกรณ์ของผู้ใช้ได้ภายใต้ข้อจำกัดอินเทอร์เน็ต มีคุณสมบัติช่วยการเข้าถึง และมีช่องทางช่วยเหลือ ความเรียบง่ายจึงหมายถึงการลดภาระที่ไม่จำเป็น มิใช่การมีฟังก์ชันน้อยที่สุด

6) ตรวจสอบนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลและมาตรการรักษาความปลอดภัย ข้อมูลสุขภาพจัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจึงต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขและข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด พร้อมมีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562) ก่อนใช้งาน ควรตรวจสอบว่าแอปมีประกาศความเป็นส่วนตัวที่อ่านเข้าใจได้ และอธิบายอย่างชัดเจนว่า
1) เก็บข้อมูลประเภทใด
2) เก็บเพื่อวัตถุประสงค์ใด
3) ส่งหรือเปิดเผยข้อมูลให้บุคคลที่สามรายใด
4) จัดเก็บข้อมูลไว้ที่ใดและเป็นระยะเวลาเท่าใด
5) ผู้ใช้สามารถเข้าถึง แก้ไข ถอนความยินยอม หรือขอลบข้อมูลภายใต้เงื่อนไขที่
กฎหมายกำหนดได้อย่างไร
6) มีช่องทางติดต่อผู้ควบคุมข้อมูลหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
7) ใช้วิธียืนยันตัวตนและป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างไร
7) ตรวจสอบค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขการให้บริการอย่างโปร่งใส ควรพิจารณาต้นทุนทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะค่าดาวน์โหลด ได้แก่ ค่าสมาชิกรายเดือนหรือรายปี ค่าบริการโค้ช ค่าเชื่อมต่ออุปกรณ์ ค่าซื้อฟังก์ชันเพิ่มเติม และค่าอินเทอร์เน็ต ควรตรวจสอบระยะเวลาทดลองใช้ เงื่อนไขการต่ออายุอัตโนมัติ วิธีการยกเลิก และนโยบายคืนเงินก่อนเริ่มชำระค่าบริการ ความเหมาะสมด้านราคา ไม่ควรประเมินจากราคาต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับประโยชน์ที่ได้รับ ความน่าเชื่อถือและความแม่นยำของข้อมูล คุณภาพของการสนับสนุน และความสามารถในการใช้งานต่อเนื่องของตัวผู้ใช้
8) ระวังสัญญาณเตือนด้านความปลอดภัย และการโอ้อวดเกินจริง แอปที่โอ้อวดเกินจริง แนะนำให้หยุดยาเอง ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอบแฝง หรือสัญญาผลลัพธ์เกินจริงในเวลาอันสั้น เป็นสัญญาณให้ถอยห่างทันที ควรหลีก เลี่ยงแอปที่มีลักษณะต่อไปนี้
1) อ้างว่าสามารถรักษาโรคเรื้อรังให้หายขาดได้โดยไม่มีหลักฐาน เช่น “รักษาเบาหวาน หายขาด”
2) รับประกันน้ำหนักหรือผลลัพธ์ทางคลินิกภายในระยะเวลาที่แน่นอน
3) แนะนำให้หยุด ลด หรือปรับยาโดยไม่ผ่านบุคลากรสุขภาพ
4) ให้คำแนะนำเดียวกันแก่ผู้ใช้ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงโรคประจำตัว ยา หรือข้อจำกัด
5) ใช้ความกลัวหรือความรู้สึกผิดเพื่อบังคับให้ทำพฤติกรรม
6) แฝงการขายอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ โดยไม่เปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน
7) ไม่มีช่องทางส่งต่อเมื่อพบอาการผิดปกติหรือภาวะฉุกเฉิน
8) ใช้ปัญญาประดิษฐ์ให้คำแนะนำทางการแพทย์โดยไม่อธิบายขอบเขต ข้อจำกัด และวิธีตรวจสอบโดยมนุษย์
9) ไม่มีแหล่งอ้างอิง วันที่ปรับปรุงเนื้อหา หรือผู้รับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
องค์การอนามัยโลกเน้นว่า เทคโนโลยีดิจิทัลควรทำหน้าที่สนับสนุนระบบบริการสุขภาพ ไม่ใช่ใช้แทนระบบบริการสุขภาพ หรือแทนการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์ในกรณีที่จำเป็น ดังนั้น หากแอปให้คำแนะนำที่ขัดกับแผนการรักษา หรือเสนอให้เปลี่ยนยาและการรักษา ผู้ใช้ควรปรึกษาบุคลากรสุขภาพก่อนดำเนินการตามแอปแนะนำ
ข้อมูลจาก พญ.ฐิติภรณ์ ตวงรัตนานนท์ นพ.ณัฐดนัย รัชตะนาวิน และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์



