เพราะ…มีกระแสข่าวว่าผู้นำสหรัฐ เตรียมสั่งการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ โดยส่งสัญญาณว่าสงครามใกล้จะจบลง ขณะที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้สั่งการให้ตอบโต้อย่างไร้ข้อจำกัด

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดกระแสการเตรียมพร้อม การเตรียมตัว เกิดขึ้นมากมาย ทั้งกรณีที่หลายประเทศทั่วโลก ให้ประชาชนเตรียมอาหารแห้ง น้ำ และสิ่งของจำเป็น ไว้อย่างน้อย 1 สัปดาห์

กระทั่งล่าสุด! มีสายการบินจาก 25 ประเทศ ได้ทยอยประกาศระงับเที่ยวบินไปตะวันออกกลาง  ไม่ว่าจะเป็น แอร์ ฟรานส์ เคแอลเอ็ม ลุฟทันซ่า สวิสแอร์ คาเธ่ย์ แปซิฟิค

แน่นอน! หากสถานการณ์รุนแรง ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า จะส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิกฤติพลังงานที่ยังไม่สร่างซา ก็จะบังเกิดขึ้นอีกแน่นอน

ถามว่า ? ประเทศไทย จะรอดพ้น หรือทัดทานสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในไม่ช้านี้อย่างไร?

ความพยายามในการลดแรงกระแทก ด้วยการออกมาตรการต่าง ๆ ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ   

รวมไปถึงการรับมือทางด้านพลังงาน ที่รัฐบาลงัดทั้งมาตรการการลดภาษีน้ำมัน E20 B20 การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน การสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงดูดให้คนไทยหันมาใช้โซลาร์ เซลล์ 

มาตรการเหล่านี้! จะเพียงพอการรับมือมากน้อยแค่ไหน อย่าลืมว่า…ข้อจำกัดที่สำคัญของประเทศในเวลานี้ คือ เรื่องของงบประมาณที่มีเหลืออยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย

เพราะอย่างน้อย ผลที่อาจเกิดขึ้นที่กระแทกมาถึงไทย ก็หนีไม่พ้น เรื่องของราคาน้ำมัน ที่จะแพงขึ้นแน่นอน เพราะทุกวันนี้ไทยยังนำเข้าน้ำมันดิบวันละกว่า 9.7 แสนบาร์เรล คิดเป็นเงินกว่า 1.44 ล้านล้านบาทต่อปี

เมื่อน้ำมันแพง ก็ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งที่จะบานปลาย เพิ่มมากขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุก เรือประมง สายการบิน และระบบโลจิติกส์

เมื่อค่าขนส่งแพง ก็ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นเป็นลูกโซ่ เมื่อราคาสินค้าแพง  ทั้งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ค่าเดินทาง หรือแม้แต่ค่าไฟ ก็ส่งผลให้เงินเฟ้อกลับมาเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจอีกครั้ง

เมื่อทุกอย่างแพง แต่ผู้บริโภคยังอ่อนแอ  การขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเสี่ยงที่จะขายไม่ได้ ขณะที่เอสเอ็มอี ที่มีภาระเพิ่มขึ้น ถ้าสายป่านไม่ยาวพอ การเดินหน้าธุรกิจก็เสี่ยงว่าจะไปต่อได้แค่ไหน

สุดท้าย เศรษฐกิจไทยในภาพรวม ที่เวลานี้นายกฯอนุทิน การันตีว่า ต้องไม่ใช่เติบโตเพียงแค่ 2.1% เท่านั้น เพราะตัวเลขสารพัดออกมาดีเกินคาด เมื่อเจอปัญหานี้เข้าไป อัตราการขยายตัวที่ 2.1% จะคงอยู่ได้แค่หรือไม่?

ตรงนี้! เป็นเรื่องที่น่าคิด ที่ต้องหันมาดูว่า การเตรียมพร้อมจากนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าอย่างไร ?

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… น้ำมัน จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ที่คนไทยต้องไปรอเติมน้ำมันตามปั๊ม 2 วัน 3 วัน กว่าจะได้เติม เพราะไม่มีน้ำมัน

เรื่องสำรองน้ำมัน เรื่องปริมาณน้ำมัน มีมาก มีพอ มีเกิดความต้องการ ก็จริง แต่การบริหารจัดการเพื่อให้น้ำมันมีถึงมือผู้บริโภคได้เพียงพอ ไม่หายไปเหมือนที่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นหรือไม่

ขณะที่เรื่องของการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในรอบ 22 ปี ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตัดต้นทุนทิพย์ ออกทั้งหมด ทั้งค่าขนส่ง  ค่าประกันภัยบางส่วน ก็จะลดต้นทุนหน้าโรงกลั่นได้ประมาณ0.08 – 0.35 บาทต่อลิตร แล้วในข้อเท็จจริงราคาหน้าปั๊มจะลดลงตามมากน้อยอย่างไร 

ส่วนเรื่องการลดภาษี E20 B20 จนถึง 27 ม.ค. 70 จะทำให้ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมากน้อยอย่างไร ต่อให้นายกฯหนู ออกมาแจงผลสำเร็จว่า ล่าสุด ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 ล้านลิตรแล้ว ก็ตาม

แต่อย่าลืมว่าทุกวันนี้ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงขาดทุนกว่า 1 แสนล้านบาท จะบริหารอย่างไรก่อน! เพื่อให้กลับมาสมดุลได้สักที

แม้…รัฐบาล จะวางแผนเตรียมรับมือ แต่ก็เป็นเพียงมาตรการเชิงรับ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเพียงพอรับมือกระแทกหรือไม่ เพราะมีเงินจำกัด นั่นหมายความว่า…มาตรการเชิงรุกก็ต้องมาแล้ว แต่จะมากี่โมง…นี่สิ ที่ผู้นำประเทศต้องให้คำตอบ!!

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่