“บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ในภาพจำของสังคมไทย คือนางฟ้าจิตอาสา ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้เดือดร้อน แต่วันนี้ กลับกลายเป็น ศูนย์กลางของพายุคำถาม ที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด

ทั้งปมเงินบริจาค เส้นทางการเงิน การก่อสร้างอาคารมูลนิธิ รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการเชื่อมโยงธุรกิจส่วนตัวของคนใกล้ชิด กำลังลามเป็น ไฟลามทุ่ง

เรื่องนี้ยังต้องรอการพิสูจน์ ไม่ใช่ตัดสินกันด้วยกระแสโซเชียล คำถามเรื่องบัญชี การแยกเงินส่วนตัวกับเงินองค์กร และหลักฐานการใช้จ่าย ต้องตอบให้เคลียร์ ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมต้องนั่งเดาเส้นทางเงินกันเอง

ยิ่งกรณีเงินค่าก่อสร้างอาคารมูลนิธิที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการโอนเงินต่อไปยังบุคคลใกล้ชิด รวมถึงประเด็นที่เชื่อมโยงกับโครงการพูลวิลล่าส่วนตัวของสามี ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครเป็นผู้รับเงิน ใครเป็นผู้สั่งการ เงินแต่ละก้อนมีวัตถุประสงค์อะไร และมีเอกสารรองรับครบถ้วนหรือไม่

ทั้งหมดยังไม่สรุปว่าใครผิดใครถูก ทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

แต่อย่ามัวแต่จับจ้อง “บุ๋ม” จนลืมมองภาพใหญ่กว่านั้น!

คำถามคือ สมการของความช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลอยู่ตรงไหนของสมการนี้?

ประเทศไทยมีทั้งกระทรวง กรม หน่วยงานด้านสังคม หน่วยงานป้องกันภัยพิบัติ และองค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่ดูแลประชาชนในงบประมาณที่สูงอยู่แล้ว แต่เหตุใดเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือประชาชนตกทุกข์ได้ยาก ภาพที่เราเห็นอยู่เสมอจึงเป็นภาคประชาชน ดารา นักธุรกิจ และมูลนิธิต่าง ๆ ต้องวิ่งลงพื้นที่ระดมทุน ช่วยเหลือ และประสานงานกันเอง?

การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเรื่องดี แต่การปล่อยให้ภาคประชาชนต้องแบกรับภารกิจช่วยเหลือสังคมจนเป็นกลไกหลักแทนระบบรัฐ สะท้อนคำถามเรื่องประสิทธิภาพและความทั่วถึงของการบริหารประเทศ

รัฐบาลไม่ควรใช้คำว่าเป็นเรื่องของเอกชนอย่างเดียว เพราะเมื่อเงินบริจาคจากประชาชนเข้าสู่ระบบขององค์กรสาธารณกุศล เรื่องความโปร่งใส การกำกับดูแล และการคุ้มครองผู้บริจาค เป็นประเด็นสาธารณะที่รัฐต้องให้ความสำคัญ

สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือต้องวางระบบตรวจสอบที่เข้าถึงได้ มีมาตรฐานการเปิดเผยบัญชี มีแนวทางแยกทรัพย์สินส่วนบุคคลออกจากทรัพย์สินองค์กร และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบชัดเจนเมื่อเกิดข้อร้องเรียน ไม่ใช่ปล่อยให้ ประชาชนต้องเป็นนักสืบจำเป็น เปิดคลิป ไล่บัญชี ไล่สลิป ไล่เส้นทางเงินกันเอง ขณะที่หน่วยงานรัฐยังถูกตั้งคำถามว่ากำลังทำอะไรอยู่

เพราะถ้าความศรัทธาพังลง สิ่งที่เสียหายไม่ได้มีแค่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่คือระบบจิตอาสาทั้งประเทศ คนที่ตั้งใจช่วยเหลือคนอื่นอาจถูกเหมารวม คนที่เคยบริจาคอาจเริ่มลังเล และคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออาจกลายเป็นผู้รับเคราะห์จากความไม่ไว้วางใจที่ลุกลาม

ทำดีต้องตรวจสอบได้ และรัฐบาลต้องทำหน้าที่ให้สมกับที่ประชาชนจ่ายภาษี! รัฐบาลไม่ควรใช้ความวุ่นวายของเรื่องนี้เป็นฉากบังหน้าจนลืมหน้าที่ของตัวเอง

อย่าปล่อยให้ประเด็นนี้กลายเป็นเพียงดราม่ารายวัน ที่สังคมรุมตรวจสอบคนดัง ขณะที่โครงสร้างการช่วยเหลือประชาชนยังมีคำถามค้างคา

เพราะประเทศที่ประชาชนต้องพึ่งดาราและมูลนิธิยามเดือดร้อน อาจไม่ใช่ประเทศที่ขาดคนมีน้ำใจ แต่เป็นประเทศที่ต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่า มีรัฐบาลไว้ทำไม?.

ดาวฤกษ์

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่