ในเขตชานเมืองของเมืองเหอเฝย ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของความทะเยอทะยานด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน สายการผลิตในโรงงานต่างเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แผงหน้าจอแสดงผล และเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่บรรดาวิศวกรวางแผนสร้างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งต่อไป
ทว่าภาพในใจกลางเมืองกลับดูไม่สดใสนัก โดยพ่อค้าแม่ค้านั่งอยู่ในร้านที่แทบไม่มีลูกค้า และมองดูผู้คนเดินผ่านไปมา ส่วนพนักงานขายต่างถือป้าย และตะโกนบอกโปรโมชันล่าสุดเพื่อเรียกลูกค้า
“เมืองเหอเฝยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่พวกเรากลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นเลย” นางซาราห์ เหมิง เจ้าของร้านเครื่องประดับในย่านชอปปิงหลัก กล่าว พร้อมกับคาดการณ์ว่า ยอดขายสร้อยคอ กำไลข้อมือ และจี้เงินของเธอ จะลดลง 10-20% ในปีนี้
เมืองเหอเฝย กลายเป็นเมืองที่มีสภาพเศรษฐกิจสองรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยด้านหนึ่งคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ผลักดันให้เมืองนี้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน แต่อีกด้านหนึ่งคือ ผู้บริโภคที่ต้องประหยัดเงินและระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย
“สถานการณ์ทางธุรกิจแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับไม่กี่ปีก่อน ผู้คนมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจลดลง และกำลังซื้อก็อ่อนแอลงเช่น แม้บริษัทที่ดำเนินการไปได้สวย แต่ส่วนใหญ่ประสบปัญหาอย่างหนัก” เจ้าของร้านอาหารคนหนึ่งในเมืองเหอเฝย กล่าว
อนึ่ง เหอเฝย ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลอานฮุย ตั้งอยู่ห่างจากนครเซี่ยงไฮ้ไปทางทิศตะวันตก เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการสร้างบริษัทชั้นนำระดับชาติ ผ่านการทุ่มงบประมาณลงทุนมหาศาลจากภาครัฐ แต่ในทางตรงกันข้าม ความสำเร็จของเหอเฝยยังเน้นย้ำถึงความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้น ในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก
ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งจัดสรรสินเชื่อและทรัพยากรทางการคลังให้กับภาคการผลิตขั้นสูง เพื่อลดการพึ่งพาภาคอสังหาริมทรัพย์และเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี แต่ผู้บริโภคกลับไม่ได้ซื้อสินค้าที่บริษัทเหล่านี้ผลิตออกมามากเพียงพอ
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ยอดส่งออกพุ่งสูง และก่อให้เกิดความตึงเครียดกับประเทศคู่ค้าของจีน โดยคาดว่าตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจีน จะเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่กรุงวอชิงตันในเดือนนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดของนโยบายอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนโดยรัฐบาลจีน ซึ่งแม้นโยบายดังกล่าวสามารถระดมทุนและทรัพยากรเข้าสู่ภาคส่วนเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว แต่นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า มันนำไปสู่ปัญหาภาวะกำลังการผลิตล้นเกิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และการบริโภคในท้ายที่สุด
ด้านนายเฟรด นอยมันน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น (เอชเอสบีซี) กล่าวว่า เศรษฐกิจของเมืองเหอเฝย เผชิญกับปัญหาที่หลายพื้นที่ในจีนและต่างประเทศประสบอยู่ นั่นคือ ความสำเร็จในภาคเทคโนโลยีขั้นสูงไม่สามารถส่งต่อไปยังระบบเศรษฐกิจในวงกว้างได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบริโภค

“โมเดลเหอเฝย” กลายเป็นคำเรียกขานในจีน สำหรับแนวทางการสร้างเมืองให้เป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทรงพลัง ซึ่งภายใต้โมเดลนี้ เมืองเหอเฝยเริ่มเข้าช่วยเหลือบริษัทที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาขาดทุนตั้งแต่ปี 2551 ควบคู่ไปกับการลงทุนในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ และการเสนอสิ่งจูงใจเพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาในเมือง
เศรษฐกิจของเมืองเหอเฝย เติบโตมากกว่าสองเท่าในระยะเวลา 10 ปี รวมถึงดึงดูดแรงงานและบัณฑิตจบใหม่ ส่วนจำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 10 ล้านคน โดยข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ในปีที่แล้ว เมืองเหอเฝยผลิตรถอีวีประมาณ 1.37 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 12 ของรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตทั่วจีน
ตำแหน่งที่ตั้งบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ประกอบกับฐานบุคลากรที่มีทักษะจากมหาวิทยาลัย และแรงงานที่อยู่อย่างเหลือเฟือ สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเมืองเหอเฝย ซึ่งจุดเด่นสำคัญคือความเต็มใจที่จะใช้เงินทุนภาครัฐตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และมักจะเป็นช่วงเวลาก่อนที่นักลงทุนเชิงพาณิชย์จะเข้ามามีบทบาท

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเมืองเหอเฝย ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในวงกว้าง โดยทางการจีนเริ่มดำเนินแคมเปญ “ต่อต้านการแข่งขันแบบไม่ก้าวหน้า” (anti-involution) เพื่อควบคุมสงครามราคาและปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน ซึ่งในขณะเดียวกัน กำไรของบริษัทที่ลดลงและแรงกดดันจากภาวะเงินฝืด เผยให้เห็นความเสี่ยงจากการที่รัฐบาลท้องถิ่นต่างสนับสนุนภาคส่วนเดียวกัน
“เราอาจเรียนรู้บทเรียนที่เป็นประโยชน์จากภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จของจีน แต่มันคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ในการพยายามลอกเลียนแบบและนำกลยุทธ์ของรัฐบาลท้องถิ่นหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง มาปรับใช้ในวงกว้าง เพราะนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่จะเกิดความซ้ำซ้อน การแข่งขันที่รุนแรงแต่ไม่มีความก้าวหน้า และยิ่งซ้ำเติมปัญหาความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในจีน ให้ทวีความรุนแรงขึ้น” นายหลุยส์ คุยส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ “เอสแอนด์พี โกลบอล เรตติงส์” กล่าวทิ้งท้าย.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



