“ทีมข่าวอาชญากรรม” ชวนสำรวจสัญญาณความเปลี่ยนแปลง พร้อมข้อแนะนำการรับมือกับ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกรมสุขภาพจิต มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับครอบครัว สังคม ไปจนถึงระบบบริการสุขภาพและสุขภาพจิตทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแล กับช่องว่างระบบดูแล
หากพิจารณารายละเอียดเหตุการณ์ ครอบครัวที่เกี่ยวข้องอาจเผชิญภาวะเหนื่อยล้าจากการดูแลเป็นเวลานาน เมื่อสะสมต่อเนื่อง อาจรู้สึกไม่สามารถรับมือได้อีก โดยเฉพาะเมื่อไม่มีระบบสนับสนุนเพียงพอ หรือทางเลือกที่เหมาะสม ต้องมองหาบุคคลหรือสถานที่อื่นมาแทน
ระดับสังคม ประเด็นสำคัญคือการกำกับมาตรฐานสถานประกอบการ รวมถึงกำหนดความถี่ในการตรวจสอบให้สามารถติดตามและป้องกันการดัดแปลง หรือเปลี่ยนรูปแบบที่อาจส่งผลต่อการดูแล
“การขาดแคลนสถานพยาบาลภาครัฐที่มีจำนวนเพียงพอและมีค่าใช้จ่ายเหมาะสม อาจเป็นอีกปัจจัยให้เกิดช่องว่างการให้บริการ เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาดำเนินกิจการ ตอบสนองความต้องการที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง”
ปัญหานี้ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตผู้สูงอายุและครอบครัวที่ไทยก้าวสู่สังคมสูงวัย โดยมีผู้สูงอายุ 22-25% ของประชากร หรือราว 14 ล้านคน ส่วนจำนวนผู้มีภาวะพึ่งพิง อ้างอิงข้อมูลที่นำเสนอโดยวุฒิสภามีประมาณ 2 แสนคน ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง อาจเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพจิต
ขณะสมาชิกที่ดูแลก็มีความรู้สึกซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจนำผู้สูงอายุไปอยู่ในสถานดูแล หลายคนอาจรู้สึกผิดหรือถูกตีตราจากสังคมว่าไม่สามารถดูแลบุพการีได้ ทั้งที่ความจริง แต่ละครอบครัวมีข้อจำกัดต่างกัน

- วัยทำงาน“รับจบ” เมื่อครอบครัว“เล็ก”ลง
หากพิจารณาภาพรวมสังคมสูงวัยจะเห็นภาระสำคัญส่วนหนึ่งตกอยู่กับวัยทำงาน เมื่อผู้สูงอายุเกษียณแต่ยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ขณะวัยทำงานเป็นกำลังหลักขับเคลื่อนประเทศและต้องรับภาระดูแลไปพร้อมกัน ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า แซนด์วิช เจเนอเรชัน (Sandwich Generation) หรือวัยทำงานที่ต้องรับผิดชอบดูแลทั้งลูกตัวเองและพ่อแม่ที่มีร่างกายเสื่อมถอย ภาระจึงไม่จำกัดเพียงหารายได้ แต่รวมถึงการดูแลสมาชิกครอบครัวต่างช่วงวัยด้วย
อีกปัจจัยคือ รูปแบบครอบครัวไทยเปลี่ยนจาก“ครอบครัวขยาย”ที่มีสมาชิกหลายคน สามารถช่วยเหลือดูแลกันได้ มาเป็น“ครอบครัวขนาดเล็ก”ที่สมาชิกแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต สัดส่วนผู้ดูแลต่อผู้สูงอายุลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- โรคซับซ้อน เวลาจำกัด เหตุผลที่ครอบครัวต้องหาทางเลือก
สาเหตุของการตัดสินใจส่งผู้สูงอายุไปสถานดูแล ดร.นพ.วรตม์ มองส่วนหนึ่งเกิดจากความซับซ้อนของโรคที่ผู้สูงอายุเป็น ทำให้ผู้ดูแลจำเป็นต้องใช้ทั้งเวลา พลังงาน และทักษะเฉพาะทางมากขึ้น เช่น มีภาวะพึ่งพิงสูงหรือติดเตียง ต้องดูแลใกล้ชิด ทั้งพลิกตัว กายภาพบำบัด ให้อาหารทางสายยาง และดูดเสมหะ บางรายอาจมีแผลกดทับหรือภาวะสมองเสื่อมรุนแรงร่วม ทำให้การดูแลมีซับซ้อน
ขณะที่สมาชิกครอบครัวจำนวนมากทำงานเต็มเวลา ไม่สามารถดูแลเหมือนอดีตที่เป็นครอบครัวขยาย หากไม่มีงบจ้างก็ไม่มีคนดูแลต่อเนื่อง ข้อจำกัดนี้ส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิต เพราะต้องกังวลว่าผู้สูงอายุจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการหกล้ม อุบัติเหตุ หรือภาวะสมองเสื่อมแล้วพลัดหลง
“เหตุผลสำคัญที่ครอบครัวต้องพิจารณาทางเลือกอื่น จึงเกี่ยวข้องกับทั้งความซับซ้อนของโรค ข้อจำกัดด้านเวลาดูแล และสถานะเศรษฐกิจของครอบครัว ไม่ใช่เพียงความต้องการลดภาระหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ”

- ครอบครัว VS ศูนย์ดูแล
หากเทียบผลกระทบทางจิตใจหากครอบครัวเข้าใจ ดูแลเหมาะสม การอยู่ด้วยกันย่อมสนองตอบความผูกพัน ส่งเสริมคุณค่าในตัวผู้สูงอายุ แต่ถ้าครอบครัวขัดแย้ง การอยู่บ้านไม่ได้หมายความว่ามีสภาพแวดล้อมดีเสมอไปแต่อาจซ้ำเติม
กลับกันสถานดูแลมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด หากมีคุณภาพ-ได้มาตรฐานก็สามารถจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกการย้ายอาจรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง สูญเสียอิสรภาพ หรือไม่สามารถไปทำกิจกรรมที่คุ้นเคยได้ จนเกิดปัญหานอนไม่หลับ
แต่ระยะยาวหากสถานดูแลมีมาตรฐาน มีกิจกรรมส่งเสริมและฟื้นฟู ผู้สูงอายุอาจได้พบปะเพื่อนวัยเดียวกัน มีสังคมที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงตามวัย และได้รับการดูแลจากบุคลากรที่ผ่านการฝึกฝน มีทักษะดูแลเฉพาะ
“สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงตัดสินว่าควรอยู่บ้านหรือสถานดูแล แต่ต้องพิจารณาว่าสภาพแวดล้อมแบบใดสามารถตอบสนองความต้องการและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้ดีกว่าในแต่ละกรณี”

- โรค-ศักยภาพ-ค่าใช้จ่าย-ความปลอดภัย ปัจจัยตัดสิน
สำหรับครอบครัวที่กำลังจะตัดสินใจ แนะให้พิจารณาหลายปัจจัยประกอบ เริ่มจากความต้องการทางการแพทย์ หากมีโรคซับซ้อนหรือที่บ้านจัดการไม่ได้ ต้องพึ่งบุคคลที่มีทักษะ อีกทั้งยังมีศักยภาพผู้ดูแลที่ต้องสามารถจัดสรรเวลาได้ รวมถึงด้านการเงิน เพราะสถานดูแลที่มีมาตรฐานมักมีค่าใช้จ่ายที่ควรนำมาเปรียบเทียบกับการดูแลที่บ้าน สุดท้ายคือมาตรฐานและความปลอดภัยของสถานดูแล
- บอกกล่าว-พูดคุย-ไม่ตัดสินใจแทน
การไปหรือไม่ควรสอบถามความสมัครใจและพูดคุยกันล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน พร้อมชี้แนวทางการพูดคุยกันอย่างชัดเจน พาไปดูสถานที่จริง บางแห่งอาจมีทางเลือกให้ทดลองเข้าพัก เพื่อประเมินการปรับตัว ส่วนบางกรณีที่มีภาวะสมองเสื่อมรุนแรง ครอบครัวต้องพิจารณาประโยชน์สูงสุดของผู้สูงอายุ
ขณะที่กลุ่มมีอาการทางจิตเวช ต้องประเมินระดับความรุนแรงก่อนเลือกสถานที่ดูแลที่เหมาะกับอาการ สถานดูแลทั่วไปตามแนวทางและการตีความข้อกำหนดปัจจุบัน ควรรองรับผู้อยู่ในกลุ่มอาการไม่รุนแรง(เคสสีเขียว) หากมีอาการทางจิตเวชหรือพฤติกรรมรุนแรง หรือเสี่ยงกระทบความปลอดภัย และครอบครัวไม่สามารถรับมือได้ อาจจำเป็นต้องไปประเมินและรักษาในโรงพยาบาล แทนการอยู่ในสถานดูแลทั่วไป.
————————-
ทีมข่าวอาชญากรรม



