สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ว่าสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลปักกิ่งรายงานไปในทางเดียวกัน ว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน สนทนาผ่านระบบทางไกลอิเล็กทรอนิกส์ กับนางมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้


ทั้งนี้ ผู้นำจีนกล่าวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นในตอนหนึ่ง ว่าพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนของจีน “สอดคล้องและเป็นไปตามเงื่อนไขแห่งชาติ” กลไกด้านสิทธิมนุษยชน “มีหลากหลายรูปแบบ” สิทธิในการดำรงอยู่และการพัฒนา ถือเป็นรากฐานของประเทศที่กำลังพัฒนา การเบี่ยงเบนออกจากความเป็นจริง และการพยายามยัดเยียดแนวทางที่ไม่สามารถเข้ากับเงื่อนไขของท้องถิ่น มีแต่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายเท่านั้น แล้วท้ายที่สุด ประชาชนคือผู้ที่เจ็บปวด

South China Morning Post

ด้านบาเชเลต์และสำนักงานหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (โอเอชซีเอชอาร์) ยังคงสงวนท่าทีต่อรายงานดังกล่าว และยังไม่มีการเปิดเผยด้วยว่า เธอจะได้รับอนุญาตให้ลงพื้นที่เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเมื่อใด ขณะที่นายเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ วิจารณ์การเยือนจีนของบาเชเลต์ “เป็นความผิดพลาด” เนื่องจากเธอเป็นฝ่ายตอบรับภารกิจครั้งนี้เอง “ทั้งที่ทราบดีว่ามีเงื่อนไข”


อนึ่ง สหรัฐเปิดเผยเอกสารการสอบสวนที่เรียกว่า “ซินเจียงลีกส์” เมื่อช่วงปลายปี 2562 หน่วยงานของรัฐบาลปักกิ่งทั้งระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง “กดขี่ข่มเหงอย่างเป็นระบบ” ต่อชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายกลุ่ม ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ โดยเฉพาะประเด็นการมี “ค่ายกักกัน” หรือ “ศูนย์ปรับทัศนคติ” เป็น “หลักฐานชี้ชัด” ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นวงกว้างในซินเจียง และพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีส่วนเกี่ยวข้อง และเรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังอยู่ภายในค่ายแห่งนั้น ด้านจีนประณามรายงานดังกล่าว และยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด.

เครดิตภาพ : REUTERS