เมื่อวันที่12 ก.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดถนนจรัญสนิทวงศ์ กับถนนพรานนก (ทางลอดแยกไฟฉาย) ว่า โครงการดังกล่าว กทม.โดยสำนักการโยธา เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2552 ระหว่างดำเนินการมีปัญหาอุปสรรคหลายอย่างทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงัก อาทิ มีการปรับแบบลดช่องจราจรจากเดิม 3 ช่อง เหลือเพียง 2 ช่อง เพื่อลดผลกระทบทางเท้าไม่ให้แคบเกินไป ต่อมา การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ขอใช้พื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยฝากเสาตอม่อรถไฟฟ้าบนผนังทางลอด กระทั่งก่อสร้างแล้วเสร็จจึงส่งมอบพื้นที่คืนให้ กทม.ดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าวต่อ ขณะนี้ใกล้จะแล้วเสร็จเหลืองานเก็บรายละเอียด จึงได้กำชับสำนักการโยธา ต้องตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องปั๊มน้ำภายในทางลอดให้เรียบร้อยก่อนเปิดใช้งานวันที่ 1 ส.ค.นี้ พร้อมกับการเปิดใช้สะพานข้ามแยก ณ ระนอง แนวถนนรัชดาภิเษก-สุนทรโกษา อีกด้วย


ด้านนายไทวุฒิ ขันแก้ว ผอ.สำนักการโยธา กล่าวว่า เหตุที่โครงการก่อสร้างล่าช้า เนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนให้ปรับรูปแบบอุโมงค์ทางลอดเพื่อขยายทางเท้าในบริเวณดังกล่าวกว้างขึ้น จึงต้องปรับลดความยาวอุโมงค์ทางลอดจากเดิม 827 เมตร ให้ลดลงเหลือ 596 เมตร แล้วลดความกว้างของตัวอุโมงค์ จาก 12 เมตร เหลือ 10.60 เมตร จากเดิมขนาด 3 ช่องจราจร เหลือ2 ช่องจราจร เมื่อเริ่มการก่อสร้าง งานต้องชะลอ และหยุดดำเนินการก่อสร้างไปเมื่อปี 2557 เพื่อส่งพื้นที่ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค เนื่องจากตัวโครงการมีการทับซ้อนกันเกิดขึ้น จึงต้องให้การก่อสร้างรถไฟฟ้าในทางยกระดับนั้น ดำเนินการเสร็จสิ้นก่อน เพื่อไม่ให้โครงสร้างรถไฟฟ้า ฃกระทบกับโครงสร้างอุโมงค์ใต้ดิน และช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2563 รฟม.ได้ส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวคืนให้กับกทม. ซึ่งได้เร่งผู้รับเหมาก่อสร้างทางลอดปรับพื้นที่ และเริ่มก่อสร้างจริงจังต้นปี 2564 เป็นต้นมา ขณะนี้งานโครงสร้างหลักเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลืองานเก็บรายละเอียดผนังอุโมงค์ทางลอด ใช้เวลาไม่นาน และในช่วงสัปดาห์หน้าจะเริ่มทดสอบระบบภายในอุโมงค์ทางลอดทั้งหมด ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์



นอกจากนี้ จะมีการประสานสำนักการจราจรและชนส่ง (สจส.) และตำรวจจราจร เตรียมพร้อมแผนจัดการจราจรรองรับก่อนเปิดใช้วันที่ 1 ส.ค. เพื่ออำนวยความสะดวกและปลอดภัยให้กับประชาชนในการใช้รถใช้ถนนต่อไป.



