สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ว่านางทรุปาที เมอร์มู สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 15 ของอินเดีย ต่อจากนายราม นาถ โกวินท์ ในพิธีซึ่งจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ที่ราษฎร์ปติภวัน หรือทำเนียบประธานาธิบดี ในกรุงนิวเดลี

ทหารเกียรติยศนำประธานาธิบดี ทรุปาที เมอร์มู ตรวจแถวกองทหาร ภายในราษฎร์ปติภวัน กรุงนิวเดลี


เมอร์มู วัย 64 ปี อดีตครูซึ่งผันตัวมาเป็นนักการเมือง และเคยดำรงตำแหน่งมุขมนตรีรัฐฌาร์ขัณฑ์ มูสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาวอินเดียเชื้อสายชาติพันธุ์คนแรก ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ คือ ชาวสันตาล ที่ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนชายขอบของอินเดีย
ทั้งนี้ เธอได้รับการเสนอชื่อจากพรรคภารติยะ ชนตะ (บีเจพี) ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ซึ่งครองเสียงข้างมาทั้งในโลกสภา หรือสภาผู้แทนราษฎร และราชยสภา หรือวุฒิสภา ตลอดจนสภาท้องถิ่นในอีกหลายรัฐ ทำให้เมอร์มูได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนเกินครึ่งตามความคาดหมาย

นายราม นาถ โกวินท์ ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศเป็นครั้งสุดท้าย ในฐานะประธานาธิบดีของอินเดีย


ขณะเดียวกัน เมอร์มูถือเป็นประธานาธิบดีหญิงคนที่สองของอินเดีย ต่อจากนางประติภา เทวีสิงห์ ปาฏีล ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2550-2555 ด้านผู้สันทัดกรณีวิเคราะห์ว่า การขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของเมอร์มู น่าจะช่วยเพิ่มความนิยมให้กับพรรคบีเจพี ในสายตากลุ่มคนชายขอบของอินเดีย ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 8% จากประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งใหม่ ในปี 2567

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี


ด้านโมดีกล่าวถึงการขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของเมอร์มู ว่าคือ “ประวัติศาสตร์หน้าใหม่สำหรับกลุ่มคนชายขอบ” ของอินเดีย ขณะที่เมอร์มูแถลงในตอนหนึ่ง ว่า “คนจนก็มีสิทธิฝัน สามารถทำความฝันนั้นให้เป็นจริงได้” และการรับตำแหน่งของเธอ ถือเป็น “ก้าวย่างครั้งสำคัญของชนชั้นล่างในอินเดีย”


แม้รัฐธรรมนูญของอินเดียระบุว่า อำนาจบริหารทั้งหมดอยู่ในมือของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด และมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจชี้ขาดทางการเมือง อาทิ หากเกิดกรณีไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานาธิบดีมีอำนาจตัดสินใจ ว่าจะให้พรรคใดพยายามจัดตั้งรัฐบาลก่อน.

เครดิตภาพ : REUTERS