เมื่อวันที่ 25 ก.ค. มีรายงานข่าวของสื่อรัฐบาลเมียนมาระบุว่า รัฐบาลทหารเมียนมาได้ประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง 4 คน ในความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย นับเป็นครั้งแรกที่มีการประหารชีวิตและได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 โดยเรื่องดังกล่าว นายเอร์วิน วาน เดอ บอร์ก ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า การประหารชีวิตเหล่านี้ถือเป็นการลิดรอนชีวิตตามอำเภอใจ และเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของรายงานด้านสิทธิมนุษยชนที่โหดร้ายของเมียนมา ชายสี่คนถูกศาลทหารตัดสินลงโทษจากการพิจารณาคดีอย่างลับๆ และไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ประชาคมระหว่างประเทศต้องดำเนินการทันที เนื่องจากเชื่อว่ามีผู้ต้องโทษประหารชีวิตมากกว่า 100 คน หลังจากถูกตัดสินโทษในการดำเนินคดีลักษณะเดียวกัน

“เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่กองทัพเมียนมาได้กระทำการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การทรมาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกด้าน กองทัพจะเหยียบย่ำชีวิตของผู้คนต่อไปหากพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล คัดค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ประเทศต่างๆ มากกว่าสองในสามของประเทศทั่วโลก ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือทางปฏิบัติแล้ว” นายเอร์วิน กล่าว

นายเอร์วิน กล่าวต่อว่า ในช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังดำเนินการยกเลิกโทษประหารชีวิต การนำการประหารชีวิตกลับมาใช้อีกครั้งหลังจากผ่านไปกว่าสามทศวรรษไม่เพียงแต่ขัดแย้งกับแนวโน้มทั่วโลก แต่ยังขัดต่อเป้าหมายของการยกเลิกโทษประหารชีวิตที่อยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ การโดดเดี่ยวตนเองของเมียนมาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด เราขอเรียกร้องให้กองทัพระงับการประหารชีวิตโดยทันทีและให้ดำเนินการเป็นขั้นตอนสำคัญอันดับแรก

สื่อของรัฐบาลเมียนมาระบุเพิ่มเติมว่า มีการประหารชีวิตไปแล้ว 4 ครั้ง โดย นายเพียว เซยา ตอร์ (Phyo Zeya Thaw) อดีตสมาชิกของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของออง ซาน ซูจี และจ่อ มิน ยู (Kyaw Min Yu) นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญ หรือที่รู้จักในชื่อ โก จิมมี่ (Ko Jimmy) ถูกศาลทหารตัดสินลงโทษประหารชีวิตในเดือน ม.ค. ในความผิดเกี่ยวกับวัตถุระเบิด การวางระเบิด และให้เงินสนับสนุนการก่อการร้ายภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เชื่อว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง นอกจากนั้นยังมีชายอีก 2 คน ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมหญิงที่เชื่อว่าเป็นผู้ที่แจ้งข่าวให้กองทัพในเขตหล่ายธาร์ยาร์ (Hlaing Tharyar) ในย่างกุ้งก็ได้รับการยืนยันโทษประหารเช่นกัน

โดยทั้ง 4 คน มีชื่ออยู่ในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ของรัฐ Global New Light of Myanmar การดำเนินคดีต่อหน้าศาลที่ทหารควบคุมนั้นเป็นความลับและไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ภายหลังการออกคำสั่งกฎอัยการศึกที่ 3/2021 ของกองทัพเมียนมา อำนาจในการพิจารณาคดีต่อพลเรือนก็ถูกโอนไปยังศาลทหารพิเศษหรือศาลทหารที่มีอยู่ ซึ่งบุคคลจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างรวบรัดโดยไม่มีสิทธิในการอุทธรณ์

ซึ่งศาลเหล่านี้พิพากษาความผิดที่หลากหลายรวมถึงความผิดที่มีโทษประหารชีวิต ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ การประหารชีวิตหลังจากการพิจารณาคดีที่ไม่ยุติธรรมถือเป็นการละเมิดข้อห้ามต่อการลิดรอนชีวิตตามอำเภอใจ รวมถึงข้อห้ามต่อการทรมานและการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี การประหารชีวิตที่ทราบครั้งล่าสุดของเมียนมาเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 นับตั้งแต่รัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้บันทึกการใช้โทษประหารชีวิตในเมียนมาที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งได้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับกองทัพในการปราบปราม ข่มขู่ และคุกคามอย่างต่อเนื่องต่อทุกคนที่กล้าท้าทายกองทัพ.