เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา ในงานประชุมโรคเอดส์นานาชาติที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ได้มีการนำเสนอข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการรักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ โดยเปิดเผยว่า มีผู้ป่วยที่หายจากโรคนี้เป็นรายที่ 4 ซึ่งเป็นรายล่าสุด ขณะที่ผู้ป่วยอีกรายซึ่งกำลังรับการรักษาอยู่นั้นก็มีแนวโน้มว่าจะหายขาดได้อย่างถาวร และกลายเป็นผู้ป่วยรายที่ 5 ที่หายจากโรคร้ายนี้ในอนาคต

ในกรณีแรก ทีมนักวิทยาศาสตร์รายงานว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยโรคเอดส์ชายชาวอเมริกันวัย 66 ปี จะหายขาดจากโรคเอดส์ได้ด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ เพื่อรักษาโรคมะเร็งในเม็ดเลือด วิธีการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์นี้ เคยใช้ได้ผลดีมาแล้วในการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์อีก 4 รายก่อนหน้านี้ 

ในการรักษาจะอาศัยสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคซึ่งมีข้อมูลพันธุกรรมพิเศษและหาได้ยาก กล่าวคือมีดีเอ็นเอที่ช่วยกระตุ้นระบบให้สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายที่สามารถต่อต้านไวรัสโรคเอดส์ได้

ส่วนคนป่วยในกรณีที่ 2 เป็นผลงานการรักษาของทีมวิจัยจากสเปน ซึ่งระบุว่า ผู้ป่วยหญิงที่ผ่านกระบวนการรักษาที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายตั้งแต่ปี 2541 ปัจจุบันนี้ ร่างกายของเธออยู่ในสาวะที่ทีมวิจัยเรียกว่า ‘ภาวะไวรัสถดถอย’ ซึ่งก็คือผู้ป่วยยังคงมีไวรัสอยู่ในร่างกาย แต่ระบบภูมิคุ้มกันของเธอสามารถควบคุมการขยายตัวของไวรัสเหล่านี้ได้มาเป็นเวลานานกว่า 15 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจากทีมวิจัยก็ยังคงย้ำว่าวิธีการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ยังไม่อาจถือว่าเป็นมาตรฐานทั่วไปสำหรับการรักษาโรคเอดส์ เว้นแต่ว่าผู้ป่วยโรคเอดส์รายนั้นจะมีโรคอื่นร่วมด้วย ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับระบบเลือดหรือโรคอื่นที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต ซึ่งทำให้เข้าข่ายที่จะรับการรักษาดังกล่าวได้

นอกจากนี้ยังไม่มีการรับประกันว่าการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะช่วยให้การรักษาโรคเอดส์ประสบความสำเร็จ ก่อนหน้านี้ ทีมวิจัยเคยล้มเหลวมาแล้วในการใช้วิธีนี้เพื่อรักษาโรคเอดส์ในผู้ป่วยรายอื่น ๆ 

ส่วนในกรณีของผู้ป่วยรายที่ 2 ที่ใช้วิธีการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้วิธีนี้กับผู้ป่วยรายอื่นแล้วได้ผลดีหรือไม่ ทีมนักวิจัยในกรณีดังกล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า พวกเขายังต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมอีกมาก เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดการรักษาที่ได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยรายนี้ กลับใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยรายอื่น ๆ และจะต้องหาวิธีการคัดแยกผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาดังกล่าวด้วย โดยระบุว่า การรักษาที่ได้ผลดีนั้นอาจเป็นเพราะผู้ป่วยรายนี้มีพันธุกรรมที่ตอบสนองต่อการรักษาและเข้าไปควบคุมการขยายตัวของไวรัสได้ดี ดังนั้น ก็อาจจะต้องหาวิธีตรวจสอบว่าผู้ป่วยรายใดที่มีพันธุกรรมแบบเดียวกัน 

ดร.ชารอน เลวิน ผู้เชี่ยวชาญโรคติดต่อของสถาบันปีเตอร์ โดห์ตี แห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น กล่าวว่า แม้วิธีการรักษาด้วยสเต็มเซลล์จะยังไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ส่วนใหญ่ แต่ก็ยังเป็นวิธีการที่น่าสนใจและเป็นแรงบันดาลใจให้ค้นหาวิธีรักษาใหม่ ๆ ด้วยการค้นคว้าวิจัยต่อไป

แหล่งข่าว : nbcnews.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES