สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่านายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานและเชื้อเพลิงโลก ว่า “เป็นเรื่องไม่สอดคล้องกับศีลธรรม” ที่บริษัทเหล่านี้ยังคงเดินหน้าแสวงหาและสร้างผลกำไร จากวิกฤติด้านพลังงานและเชื้อเพลิง ไม่ต่างอะไรกับ “การทำนาบนหลังคน”
ขณะเดียวกัน เลขาธิการยูเอ็นเรียกร้องรัฐบาลของนานาประเทศดำเนินการอย่างจริงจัง ในการเก็บภาษีจากผลกำไร “ที่สูงเกินควร” ของบริษัทเหล่านี้ แล้วนำเงินเหล่านั้นมาช่วยเหลือ และสนับสนุนประชากรกลุ่มที่กำลังประสบกับความยากลำบากอย่างแท้จริง เนื่องจากประชากรจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยังคงเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่ยังคงยืดเยื้อ
The combined profits of the largest energy companies in the first quarter of this year are close to $100 billion.
— António Guterres (@antonioguterres) August 4, 2022
This grotesque greed of the fossil fuel industry and their financiers is punishing the poorest and most vulnerable people, while destroying our only home.
ทั้งนี้ เอ็กซอน โมบิล และเชฟรอน ซึ่งเป็นสองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐ ร่วมด้วยเชลล์ ของสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ และโททาล เอเนอร์จีส์ ของฝรั่งเศส รายงานผลกำไรประจำไตรมาสที่สอง เป็นมูลค่ารวมกันเกือบ 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.84 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ดี กูเตร์เรสคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทกลุ่มนี้ ไว้สูงถึงเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.61 ล้านล้านบาท) เฉพาะเมื่อไตรมาสแรกของปีนี้
อนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้ว สภาสามัญของสหราชอาณาจักร ผ่านกฎหมายการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” กับบริษัทด้านก๊าซและน้ำมันในทะเลเหนือ แล้วนำเงินที่ได้มาใช้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าในครัวเรือน เพื่อบรรเทาปัญหาค่าครองชีพให้แก่ประชาชน.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



