เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (29 ส.ค.) ที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) กลุ่มพลเมืองเพื่อเสรีภาพในการสื่อสาร นำโดย นายพรหมศร วีระธรรมจารี และนายภาณุพงศ์ จาดนอก ได้เข้ายื่นต่อ กรรมการ กสทช. เพื่อขอให้พิจารณาการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ ทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จํากัด (มหาชน) หรือดีแทค อย่างถูกต้องและเป็นธรรม โดยมีนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. เป็นตัวแทนลงมารับมอบหนังสือ
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า จะนำหนังสือนำเรียนกรรมการ กสทช. ทุกท่าน ในการประชุมบอร์ด วันพุธที่ 31 ส.ค.นี้ ซึ่งกรอบกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาเรื่องนี้ ในการประชุมบอร์ดครั้งล่าสุด เมื่อวัน 24 ส.ค.ที่ผ่านมาทางบอร์ด กสทช. ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งทางสำนักงานฯ จะนำเสนอข้อมูลส่งกลับให้ในการประชุมวันพุธ 31 ส.ค. นี้ ซึ่งก็อยู่ที่บอร์ดจะพิจารณาลงมติเมื่อใด ทั้งนี้ กรรมการ กสทช. ทุกท่านจะดำเนินการบนพื้นฐานที่ถูกต้อง ซึ่งก็ได้มีการนำกรณีศึกษาจากต่างประเทศ ทั้งการเพิ่มและลดลงของผู้ให้บริการมือถือ (โอเปอเรเตอร์) มาเป็นข้อมูลด้วย โดยยืนยันว่ากรรมการ กสทช.ทุกท่านไม่ได้มีการประวิงเวลาในการพิจารณาเรื่องนี้แต่อย่างใด

สำหรับหนังสือของกลุ่มพลเมืองเพื่อเสรีภาพในการสื่อสารที่ยื่นต่อ กรรมการ กสทช. ระบุว่า ทาง กลุ่มพลเมืองเพื่อเสรีภาพในการสื่อสาร และเครือข่ายภาคประชาชน มีความกังวลต่อการควบรวมธุรกิจดังกล่าว เนื่องจาก เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา กสทช. ก็ได้มีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ในการพิจารณาการควบรวมธุรกิจดังกล่าว ซึ่งเป็นเนื้อหาเดียวกันซ้ำอีกครั้งที่เคยทำไปเมื่อวันที่ 12 พ.ค. และได้มีหนังสือตอบกลับมาแล้วว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่สามารถรับข้อหารือไว้พิจารณาได้เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล
ซึ่งอาจอาจทำให้ประชาชนสับสนและเข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ว่า กสทช. มีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยยินยอมให้ฝ่ายบริหารเข้ามามีบทบาทแทรกแซง และครอบงำการใช้อำนาจของ กสทช. อาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 60 และส่งผลให้นายกรัฐมนตรีมีความเสี่ยงในการปฏิบัติที่ขัดต่อกฎหมายอีกด้วย
กสทช. ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมาตรา 60 ที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนการแข่งขันเสรีที่เป็นธรรม ดูแลผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติ จึงต้องป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือสร้างภาระต่อผู้บริโภคเกินความจำเป็น ซึ่งการควบรวมครั้งนี้ จะทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระราคาค่าบริการที่เพิ่มขึ้น 2.03-244.50% (อ้างอิงผลการศึกษา กสทช.) หรือไม่มีโอกาสที่จะปรับราคาลดต่ำลงได้ เหมือนเช่นในอดีตที่มีการแข่งขันสูง

ซึ่งการควบรวมครั้งนี้ นอกจากเป็นการลดทางเลือกของผู้บริโภคแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการดำเนินธุรกิจแบบ Cross Industry การบริการจะถูกย้ายจากร้านค้าลูก ไปยังร้านค้าปลีกในเครือ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายค่านายหน้าในการขายสินค้าให้ร้านค้าอีกต่อไป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดขายส่งและขายปลีก ซิมการ์ด ต่อเนื่องไปถึง เวนเดอร์ และ ซัพพลายเออร์ ผู้ให้เช่าสถานที่ และพนักงาน รวมไปถึงผู้ประกอบการต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาบริการโทรคมนาคมในการขายสินค้าหรือบริการของตนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กสทช. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ในฐานะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่กำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ไม่ทำให้เกิดการลดการแข่งขัน อันอาจจะทำให้ผู้บริโภคและประเทศชาติเสียผลประโยชน์ ตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย



