สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ว่า กระทรวงความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของปากีสถานรายงานว่า มหาอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,136 ราย นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา พื้นที่อย่างน้อย 1 ใน 3 ของประเทศ ยังคงจมอยู่ใต้บาดาล และประชากรมากกว่า 33 ล้านคน ได้รับผลกระทบ คิดเป็น 15% ของประชากรในปากีสถาน ซึ่งมีจำนวนประมาณ 220 ล้านคน
อนึ่ง อุทกภัยรุนแรงครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้ของปากีสถาน เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ราย ขณะที่รัฐบาลปากีสถานนิยามภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้ “เป็นหายนะทางธรรมชาติที่มีความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นปัจจัยกระตุ้น” และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปแล้วมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 363,330 ล้านบาท)
Pakistan needs financial help to deal with 'overwhelming' floods, the country’s foreign minister Bilawal Bhutto-Zardari said, adding that he hoped financial institutions such as the International Monetary Fund would take the economic fallout into account https://t.co/5oo6pXN7Tx pic.twitter.com/luyEqK9S57
— Reuters (@Reuters) August 29, 2022
อย่างไรก็ตาม ชาวปากีสถานจำนวนไม่น้อยวิจารณ์ว่า จริงอยู่ที่ภาวะโลกร้อนมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่การบริหารจัดการของภาครัฐ “ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง” คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การมอบความช่วยเหลือยังไม่มีแนวโน้มดีขึ้น แม้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม
ส่วนกระทรวงการคลังของปากีสถานเปิดเผยว่า กำลังพิจารณาการนำเข้าอาหาร โดยเฉพาะผักสด จากอินเดีย อิหร่าน และตุรกี เพื่อบรรเทาความรุนแรงของภาวะการขาดแคลนอาหาร ในอีกด้านหนึ่ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อนุมัติวงเงินช่วยเหลืองวดที่ 7 และ 8 ให้แก่ปากีสถาน รวมสองงวดประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 39,930 ล้านบาท).
เครดิตภาพ : REUTERS






