นายภัทร ภมรมนตรี เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบการทำงานของ กสทช.และพวก ว่าส่อเจตนาเอื้อเอกชนหรือไม่ จากกรณีทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้กฤษฎีกาพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของตน ในการพิจารณาการควบรวมธุรกิจทรู-ดีแทค เป็นรอบที่ 2

นายภัทร กล่าวว่า กรณีการประกาศควบรวมกันของ ทรู-ดีแทค ที่ทุกภาคส่วนต่างเฝ้าจับตามอง และเป็นกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคนั้น ล่าสุดหลังจากที่ กสทช. เคยทำหนังสือไปยังสำนักงานกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 เพื่อหารือเกี่ยวกับอำนาจในการพิจารณอนุมัติ หรือไม่อนุมัติการควบรวม และคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบกลับ กสทช. มาแล้ว เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 ว่า ไม่สามารถรับข้อหารือไว้พิจารณาได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล แต่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อให้สั่งการไปยังกฤษฎีกาพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ในกรณีการควบรวมธุรกิจของทรู-ดีแทค เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่อเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 60 และมีความเสี่ยงในการปฏิบัติขัดต่อกฎหมาย

“การมีคำถามไปยังกฤษฎีกาอีกครั้ง มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจของ กสทช. รวมถึงในทางปฏิบัติแล้ว นายกรัฐมนตรีเอง ก็ไม่มีอำนาจที่จะสั่งการให้กฤษฎีกาใช้ข้อยกเว้น เพื่อวินิจฉัยประเด็นปัญหาดังกล่าวด้วยเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เป็นหน้าที่และอำนาจโดยเฉพาะตามกฎหมายของ กสทช. ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายและเป็นผู้ออกประกาศฯ ที่ปรึกษา มิใช่เป็นประกาศที่ออกโดยฝ่ายบริหาร และ กสทช. มิใช่หน่วยงานในสังกัดหรือกำกับของฝ่ายบริหาร ที่นายกฯ จะมีอำนาจให้กฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษาของฝ่ายบริหารทำความเห็นชี้นำหรือแนะนำ ดังนั้นจึงไม่อาจมีคำสั่งให้กฤษฎีกาวินิจฉัยตามข้อยกเว้นของระเบียบฯ ได้ กสทช. จึงต้องวินิจฉัย และชี้ขาดปัญหาได้ด้วยตนเอง ดังเช่นที่เคยตีความกฎหมายและประกาศอื่นๆ เองมาตลอด ดังนั้นถือได้ว่า กสทช. พยายามดึงฝ่ายบริหารเข้ามาเป็นหลังพิงในแง่ของกฎหมาย โดยไม่ทำหน้าที่ของตนเองหรือไม่”

นายภัทร ย้ำว่า การมายื่นจดหมายถึงท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดินครั้งนี้ เพื่อขอวิงวอนให้สำนักงานตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีหน้าที่ดูแล สอดส่องกระบวนการทำงานของหน่วยงานรัฐให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบปฏิบัติ ตลอดจนมีความโปร่งใส ตามธรรมาภิบาลแผ่นดิน ได้ตรวจสอบและพิจารณาว่า กระบวนการที่ทั้ง กสทช., อนุกรรมการฯ และหรือเจ้าหน้าที่ของ กสทช.ที่เกี่ยวข้องเกี่ยว ได้เสนอความเห็นเพื่อสอบถามปัญหาดังกล่าว ไปยังกฤษฎีกาเป็นครั้งที่ 2 ผ่านนายกรัฐมนตรีนั้น นับเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. อันมีเจตนาเพื่อเอื้อประโยชน์ แก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และหากตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นตามข้อร้องเรียน ก็ขอให้ส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการเอาผิดต่อไป.