จริงอยู่ ทุกคนอยากก้าวข้ามไปข้างหน้าให้ได้ แม้จะเผชิญกับปัญหาอุปสรรค หรือความเจ็บปวด มากเพียงใด คงไม่มีใครอยาก “จมปลัก” อยู่กับที่นานๆ เจ็บปวดเสียใจกับ เรื่องเดิมๆ คนเดิมๆ ได้ตลอด  เราจึงพยายามจะ “เข้าใจ” ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราในตอนนี้ และยอมรับมันให้ได้ว่าต้อง “ถอย” ออกมา แล้วเดินต่อ  

บางครั้งก็ตั้งคำถามกับตัวเอง ว่า เราทนอยู่กับความซ้ำซากของความเจ็บปวดและเสียใจ ได้มากขนาดนี้เลยหรอ ในวันที่เสียใจ ร้องไห้ เหนื่อย และท้อ บอกกับตัวเองเสมอว่า จะผ่านมันไปให้ได้ แต่บางครั้งก็ดูอ่อนแอเหลือเกิน จนเหมือนเดินวนอยู่กับความเจ็บปวดตลอดเวลา ในขณะที่เผชิญกับเรื่องราวของความทุกข์ ยิ่งพยายามสลัดความทุกข์ ออกจากชีวิต แต่ดูเหมือน ยิ่งสลัดความทุกข์ออกด้วยความแรงมากเท่าไหร่ ความทุกข์ก็ยิ่งเหวี่ยงกลับมาแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทำไมนะ? เราจึงมองไม่เห็นทางออกของความเจ็บปวดเลย ทั้งๆที่เราน่าจะเข็ด และหลาบจำกับสิ่งที่โดนกระทำมาตลอด แต่เปล่าเลย เรากับเลือกที่จะให้โอกาสความเจ็บปวดเข้ามาทำร้ายเราครั้งแล้วครั้งเล่า

บางทีการได้ออกมายืนมองตัวเอง เหมือนคนที่ยืนดูมวยข้างเวที จะทำให้มองเห็นบนเวทีได้ชัดและรอบด้านกว่าคนที่อยู่บนเวทีด้วยซ้ำ หยุดเถอะ ตัดวงจรแห่งความเจ็บปวดเถอะ มองเรื่องราวเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ให้ “เห็น” ตามความเป็นจริง ใช้ “เหตุผล” มากกว่าอารมณ์ในการมอง ทลายกำแพงมายาคติแห่ง “ความหลง” ด้วยความมี “สติ” และ “รู้สึกตัว” รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นในทุกขณะ มาตัดวงจรแห่งความทุกข์กัน

ในสมัยพุทธกาล “นางวิสาขา” มีหลานอยู่คนหนึ่งที่นางรักมาก เพราะเวลาที่ “นางวิสาขา” จะไปทำบุญที่วัด หลานคนนี้จะช่วยจัดข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในการทำบุญให้อย่างเรียบร้อย เมื่อหลานคนนี้เสียชีวิต “นางวิสาขา” เสียใจมาก ยังวนเวียนคิดเสียใจแล้วเสียใจอีก ไม่สามารถหลุดพ้น จากวงจรแห่งความโศกเศร้าได้เลย เพราะ “นางวิสาขา” รู้สึกรัก และให้ความสำคัญ กับหลานคนนี้มาก สุดท้ายเมื่อรักมาก ห่วงมาก หวงมาก รู้สึกมาก ก็เสียใจมาก โศกเศร้ามาก จน พระพุทธเจ้า ต้องตรัสโอวาทให้สติแก่ “นางวิสาขา” ว่า

“วิสาขา ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 100 ผู้นั้นก็ทุกข์ 100 ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 90 ผู้นั้นก็ทุกข์ 90 ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 80 ผู้นั้นก็ทุกข์ 80 ผู้ใดมีรัก 1 ผู้นั้นก็ทุกข์ 1 ผู้ใดไม่มีรัก ผู้นั้นก็ไม่ทุกข์ ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้นใจ”

“นางวิสาขา” ได้หายเศ้ราโศกเพราะพระธรรมเทศนานั้น พระพุทธเจ้าได้เปล่งอุทานว่า “โศก ปริเทวนาและทุกข์มากหลายย่อมมีในโลกนี้ เพราะอาศัยสิ่งที่รัก โศกเป็นต้นนั้นก็ไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก ย่อมไม่มีทุกข์ ไม่มีโศก เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผู้ไม่ต้องการโศกเศร้าก็ไม่ควรรักสิ่งใด”

อาตมาเคยถามลูกศิษย์ว่า ระหว่าง “มีดบาด” กับ “อกหัก” อะไรเจ็บกว่ากัน ถ้าคุณกำลังจะตอบว่า “มีดบาด” แสดงว่า ยังไม่เข้าใจในความรัก ถ้าคุณตอบว่า “อกหัก” แสดงว่า เคยตกเป็นทาสของความรัก มีดบาดสามวัน แผลอาจหายได้ แต่แผลที่บาดลึกลงในใจ อาจใช้เวลาทั้งชีวิต

หลังจากพูดจบ ลูกศิษย์เดินเข้ามาบอกว่า “ผมยอมตกเป็นทาสของความรักครับพระอาจารย์” พร้อมพูดตัดบทก่อนจากไปว่า “อกหัก ดีกว่ารักไม่เป็น” อืม!! มนุษย์ยอมเป็นทาสของ “ความรัก” จริงๆ

……………………………………………

คอลัมน์ : ลานธรรม

โดย : พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายวรวิหารรองประธานเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี