เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ตนได้เดินทางไปติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูที่จังหวัดสกลนครในงาน “ตลาดนัดแก้หนี้สินครูไทสกล 65” จังหวัดสกลนคร ซึ่งงงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องการแก้ปัญหาหนี้สินครูให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเปิดรับลงทะเบียนผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่ 14 ก.พ.2564 ถึงวันที่15 มี.ค.2565 ทั้งนี้ผู้ลงทะเบียน รวมทั้งประเทศรวม 41,128 ราย ในส่วนของจังหวัดสกลนคร มีผู้ลงทะเบียน 1,071 ราย การดำเนินงานแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ในระดับจังหวัดและระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ

โฆษกศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับโครงการดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมชัดเจน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และให้สถาบันการเงินและผู้เข้าร่วมโครงการ ได้มีการเจรจา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา จังหวัดสกลนคร ได้แยกผู้เข้ารับการปรึกษากับสถาบันการเงิน ออกเป็น 8 สถานี ภาคเช้า จำนวน 4 สถานี และช่วงบ่าย 4 สถานี โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงิน จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสกลนคร สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ จังหวัดสกลนคร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

“ผมเชื่อมั่นว่าหากหน่วยงานทางการศึกษาในระดับพื้นที่ ได้ร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐด้านการเงินที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยกันวางแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู อย่างจริงจัง จะทำให้ครูมีหนี้สินลดลง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีขวัญกำลังใจ เป็นพลังสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเยาวชนและการศึกษาต่อไป” โฆษกศธ. กล่าว

ทั้งนี้นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูนี้ ท่านรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ทั้งสิ้น 7 แนวทางดำเนินการ ดังนี้ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ให้สมกับเป็นสินเชื่อสวัสดิการ ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ ไม่ให้เกินศักยภาพที่จะชำระคืนได้ด้วยเงินเดือน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นผู้ดูแลหน่วยตัดเงินเดือนครู จะเป็นจุดศูนย์กลางประสานช่วยครูแก้ไขหนี้สินก้อนต่าง ๆ ชะลอการดำเนินการทางกฎหมาย โดย ศธ.จะเป็นตัวแทนครูขอให้ศาลช่วยความเป็นธรรมในการไกล่เกลี่ยคดีที่ครูถูกฟ้อง จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครู ทั่วประเทศแล้ว 558 สถานี คือ ระดับจังหวัด 77 แห่ง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา 245 แห่ง และระดับส่วนกลาง 236 แห่ง ปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เจ้าหนี้ทุกรายสามารถแบ่งเงินเดือนร้อยละ 70 ได้อย่างเพียงพอ กำหนดให้หักเงินสวัสดิการ ช.พ.ค.เพื่อสามารถเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ และการให้ความรู้และทักษะการเงิน