ถ้าจะกล่าวถึง “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์”ในทุกวันนี้แทบจะไม่มีใครไม่รู้จัก ซึ่งความเป็นมาของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้นได้ก่อสร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2532 โดยให้ทางกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างเขื่อนแห่งนี้เป็นการเร่งด่วน เพื่อเก็บกักน้ำไว้แก้ปัญหาป้องกันการเกิดอุทกภัย การขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง น้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้จากการก่อสร้างเขื่อนในด้านอื่น ๆ มากมาย ทั้งนี้จาก ”สายพระเนตรที่ยาวไกล” ของพระองค์ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้เหล่าพสกนิกร โดยเขื่อนแห่งนี้ได้กั้นแม่น้ำป่าสักทำให้เก็บกักน้ำได้สูงสุดคือ 960 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งสันเขื่อนเป็นแกนดินเหนียวมีความยาว 4,860 เมตรเชื่อมต่อระหว่างอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี กับ อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี และ สันเขื่อนมีความสูงกว่า 31 เมตร

จนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งทำให้เหล่าพสกนิกรได้รับประโยชน์จากแหล่งน้ำแห่งนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม สำหรับพื้นที่ของโครงการมีพื้นที่จำนวน 105,300 ไร่อยู่ในเขตจังหวัดลพบุรี 96,658 ไร่ในเขตจังหวัดสระบุรี 8,642 ไร่ โดยแม่น้ำป่าสักมีต้นกำเนิดที่จังหวัดเลย ไหลผ่าน จังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี มาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่พระนครศรีอยุธยา ซึ่งแม่น้ำป่าสักยาวประมาณ 513 กม.ปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณปีละ 2,400 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ประชาชนหลายพื้นที่ประปัญหาน้ำท่วม หลังจากที่ก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็เป็นการป้องกันน้ำท่วมและแก้ไขปัญหาภัยแล้งแล้วยังเกิดแหล่งเพาะปลูกใหม่นับแสนไร่ที่ แต่น้ำที่เก็บไว้ได้ในตัวเขื่อนประมาณร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเท่านั้น

จากในทุกปีที่ผ่านมาในช่วงฤดูฝนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ช่วยแก้ไขปัญหาในการป้องกันน้ำท่วมได้อย่างมาก หากไม่มีเขื่อนแห่งนี้ก็จะไม่สามารถควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลมาเป็นปริมาณมากไม่ได้ นอกจากนี้การบริหารจัดการน้ำก็มีการวางแผนอย่างเป็นระบบที่จะต้องเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งด้วย โดยการที่สร้างเขื่อนแห่งนี้ก็ยังช่วยชะลอน้ำไม่ให้ไหลไปสมทบกับน้ำที่ไหลมาในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งถ้าไม่มีการควบคุมก็จะส่งผลให้พื้นที่ทางตอนล่างตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาลงไปถูกน้ำท่วม นอกจากประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนแล้วยังส่งผลให้พื้นที่ทางการเกษตร พื้นที่อุตสาหกรรม โบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยว ได้รับความเสียหาย รวมทั้งเศรษฐกิจในภาพรวมจะได้รับผลกระทบมหาศาล

สำหรับในขณะนี้หลายคนที่เดินทางไปท่องเที่ยวที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พบว่าระดับน้ำเริ่มมากขึ้น เนื่องจากทางกรมชลประธานได้มีการจัดสรรน้ำทยอยระบายน้ำไม่ให้ไหลไปสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีปริมาณน้ำมาก แต่ก็ได้ตรวจสอบว่าปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์เข้ามาสู่ตัวเขื่อนมีมากน้อยแค่ไหนด้วยเช่นกัน โดยมีการตรวจเช็กจากสถานีโทรมาตรที่ตั้งอยู่ตลอดแนวสองฝั่งของแม่น้ำป่าสักที่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ดีน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ช่วยแก้ปัญหาให้กับปวงชนชาวไทยนับล้านคนด้วย “น้ำพระทัย จากในหลวงรัชกาลที่ 9”.



