เมื่อวันที่ 27 ก.ย. นายสุขสันต์ กิตติศุภกร ผอ.สำนักการแพทย์ กทม. กล่าวถึง ความพร้อมเปลี่ยนผ่านโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายสู่โรคเฝ้าระวังในพื้นที่ว่า ล่าสุดสำนักการแพทย์กำหนด 7 แนวทางดำเนินงานภายหลังปรับเปลี่ยนในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ได้แก่ 1.ปิดโรงพยาบาล สนามเอราวัณ 3 เขตทุ่งครุ 2.ให้ รพ.ทุกแห่ง เปิด 1 แผนก สำหรับดูแลผู้ป่วยโควิด-19 (กรณีที่มาด้วยโรคอื่นแล้วตรวจพบเชื้อ) 3.ผู้ป่วยสีเขียวให้เข้าโครงการเจอ แจก จบ โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใน รพ.
4.รพ.ราชพิพัฒน์ รับผู้ป่วยกรณีส่งต่อจาก รพ.หลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อุทิศ และ รพ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน 5.รพ.สิรินธร รับผู้ป่วยกรณีส่งต่อจาก รพ.ลาดกระบังกรุงเทพฯ และ รพ.เวชการุณย์รัศมิ์ 6 ผู้ป่วยสีแดงส่งไปที่ รพ.กลาง รพ.ตากสิน รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ และ รพ.สิรินธร และ 7.การเบิกจ่ายให้เบิกจ่ายกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
นอกจากนี้ กทม.ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยเกี่ยวข้องวางแผนรองรับสถานการณ์ ทั้งมาตรการการแพทย์และสาธารณสุข อาทิ เตียง การเข้าถึงยาต้านไวรัส การรักษา มาตรการทางสังคมและวัคซีน ปัจจุบันสถานการณ์เตียงยังบริหารจัดการและขยายเพิ่มได้ แต่ต้องร่วมกันทำเพื่อให้ระบบไร้รอยต่อ โดยมีศูนย์เอราวัณเป็นผู้ประสานส่งต่อผู้ป่วย 6 โซนหลัก ส่วนวัคซีนมีผู้รับวัคซีนแล้ว 100% วัคซีนเข็มกระตุ้นเกินกว่า 80%
ผอ.สำนักการแพทย์ กทม. กล่าวต่อว่า ได้วางแผนจัดซื้อยาต้านไวรัสตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา พร้อมสำรวจข้อมูลบริษัทผู้จัดจําหน่ายที่ได้รับอนุญาตนำเข้า เนื่องจากยาต้านไวรัสทุกชนิด เป็นยาอันตรายและอยู่ในยาควบคุม ต้องสั่งโดยแพทย์ อย่างไรก็ตาม มีการประสานงานดูแลผ่านคณะกรรมการ กทม. ที่มีผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธาน และสนับสนุนการสำรองยา เพื่อให้ รพ.มียาเพียงพอ แจกจ่ายผู้ติดเชื้อและอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องได้รับยาตามแนวทางของกรมการแพทย์.




