สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ว่า ทำเนียบขาวเผยแพร่เอกสารสรุปเกี่ยวกับ “แผนยุทธศาสตร์อาร์กติกใหม่” ครอบคลุมเป้าหมาย 10 ปี ซึ่งเป็นฉบับปรับปรุงจากเมื่อปี 2556 ในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ระบุว่า อาร์กติกเป็นภูมิภาคที่ “สันติ มีเสถียรภาพ เจริญรุ่งเรือง และเปี่ยมด้วยความร่วมมือ”

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคแห่งนี้มีปัจจัยเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการจัดการความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศ ร่วมด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ และการลงทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน


ขณะเดียวกัน เนื้อหาสำคัญยังระบุเกี่ยวกับ การเพิ่มการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากสงครามยืดเยื้อระหว่างรัสเซียกับยูเครน และความพยายามของจีน ในการแผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่ภูมิภาค กระตุ้นให้สหรัฐต้องแสดงบทบาท “อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ” ทั้งในด้าน “การแข่งขันและการบริหารจัดการสถานการณ์”


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐบาลวอชิงตันเกิดขึ้น หลังองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เผยแพร่ข้อมูล เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ว่า รัสเซียกลับมาเปิดฐานทัพและฐานประจำการ ตลอดจนสถานที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ทหาร “หลายร้อยแห่ง” ซึ่งเคยปิดไปหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ส่งสัญญาณ “พัฒนาการของภัยคุกคาม” ต่อสมาชิกนาโตทั้ง 30 ประเทศ


ปัจจุบัน ประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มภูมิภาคอาร์กติก ได้แก่ แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน รัสเซีย และสหรัฐ ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐประกาศแผน เตรียมแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนพิเศษประจำภูมิภาคอาร์กติกเป็นคนแรก


อนึ่ง จีนประกาศเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ว่าตัวเองถือเป็น “ประเทศใกล้ภูมิภาคอาร์กติก” และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ “เส้นทางสายไหมขั้วโลก” (Polar Silk Road) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” โดยจะเน้นการพัฒนาเส้นทางเดินเรือเพื่อขนส่งสินค้าในภูมิภาคดังกล่าว เพื่อลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเอเชียกับยุโรป.

เครดิตภาพ : REUTERS