สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ว่า จำนวนเงินช่วยเหลือที่ลดลงและความล่าช้าของสหราชอาณาจักร สร้างความประหลาดใจให้กับวงการสาธารณสุขทั่วโลก ในขณะที่บรรดาผู้นำของประเทศอื่นทุ่มเงินรวมราว 14,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 508,000 ล้านบาท) นอกรอบการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 แห่ง หรือ “จี7” ยังเพิ่มการบริจาคเงิน เนื่องจากความต้องการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ความพยายามในการจัดการความต้องการด้านสุขภาพที่เร่งด่วนแบบอื่น ๆ ต้องชะงักงัน ซึ่งแม้ว่ากองทุนโลกจะยินดีรับเงินทุน แต่องค์กรสนับสนุนหลายแห่งระบุว่า เงินทุนข้างต้นไม่เพียงพอ
#NEWS
— UK Mission Geneva ???????? (@UKMissionGeneva) November 14, 2022
The UK ???????? is providing £1 billion over 3 years to support the @GlobalFund.
This will help save more than one million lives through the prevention of and treatment for HIV, tuberculosis, and malaria.
Read more ???? https://t.co/UlA3AI5udS pic.twitter.com/IvuzIG4j08
“เป็นเวลาหลายทศวรรษที่สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำในการตอบสนองระดับโลกต่อโรคติดเชื้อเหล่านี้ แต่มันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว” นายไมค์ พอดมอร์ ผู้อำนวยการเครือข่าย “สต็อปเอดส์” (STOPAIDS) กล่าวในแถลงการณ์
ขณะที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร “มาลาเรีย โน มอร์” กล่าวว่า การลดลงดังกล่าว อาจทำให้ผลิตภัณฑ์ช่วยชีวิตบางอย่างที่พร้อมใช้ เช่น มุ้งรุ่นใหม่ที่พัฒนาในเมืองลิเวอร์พูล ไม่สามารถส่งไปถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนได้
“For decades the UK has been a leader in the global response to these infectious diseases, but no more. When other allies met the Global Fund’s call for a 30% increase, the UK went in the opposite direction…" – @MichaelPodmore https://t.co/mTWj5LQ0ql
— STOPAIDS (@STOPAIDS) November 14, 2022
แม้กองทุนโลกจะประมาณการว่าสามารถช่วยชีวิตผู้คนราว 50 ล้านคน นับตั้งแต่กองทุนเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2545 แต่โรคโควิด-19 ทำให้ความคืบหน้าไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และสถานการณ์ยังไม่ฟื้นตัวดี ตามรายงานประจำปีที่เผยแพร่ในเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา
อนึ่ง สหราชอาณาจักรปรับลดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศเหลือ 0.5% ของรายได้ประชาชาติในปี 2563 จากเดิมอยู่ที่ 0.7% เนื่องจากการระบาดใหญ่ ส่งผลให้ภาคการเงินตึงเครียด อีกทั้งประเทศยังคงเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความวุ่นวายทางการเมือง ดังที่มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้งในปีนี้ เพราะความไม่ลงรอยกันภายในรัฐบาล.
เครดิตภาพ : REUTERS



