พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนาและนิทรรศการเศรษฐกิจดิจิทัล “ไทยแลนด์ 4.0 ประเทศไทยไปไกลกว่าที่คิด” ว่า รัฐบาลได้ส่งเสริม เศรษฐกิจดิจิทัล จนส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลกับภาคธุรกิจและประชาชน และสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนได้รับรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และความรู้เกี่ยวกับภัยอันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม เตรียมความพร้อมรองรับการใช้ชีวิตในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า รัฐบาลเร่งยกระดับประเทศสู่สมาร์ทไทยแลนด์ ด้วยการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไฟเบอร์ออฟติก บรอดแบนด์ และเครือข่าย 5 จี ครอบคลุมทั่วประเทศ ให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในทุกด้าน และลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้อันดับต่างๆ ทางดิจิทัล ของไทยดีขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ  ซึ่งทางรัฐบาล เตรียมที่จะแจก คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ให้กับเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนและมีฐานะยากจน ที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีจำนวน 1 ล้านเครื่อง โดยเป็นโครงการที่ดำเนินการร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ และทางสำนักงาน กสทช. จะเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนยูโซ่ในการจัดซื้อ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนโครงการ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเร็ว ๆ นี้ โดยตามการสำรวจของกระทรวงศึกษาธิการจะมีเด็กที่ขาดแคลนอยู่ประมาณ 13 ล้านคน แต่เนื่องจากงบประมาณที่จำกัด คงไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด จึงจะแบ่งโครงการเป็นระยะๆ ส่วนวีธีการจะมีการหารือในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ เร่งส่งเสริมเทคสตาร์ทอัพให้เกิดมากขึ้น รวมถึงแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของต่างชาติ เช่นในเรื่อง สิทธิพิเศษทางภาษี เพื่อให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ รวมถึงจะมีการออก พ.ร.ก.ปัองกันการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยจะเพิ่มอำนาจให้ธนาคารสามารถตรวจสอบธุรกรรมที่มีการโอนเงินผิดปกติได้ และสามารถยับยั้งการโอนเงินเหล่านี้ได้ และจะมีบทลงโทษการเอาผิดผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีม้าทันที หลังจากที่ผ่านมาต้องนำบัญชีไปกระทำผิดกฎหมายก่อนถึงจะสามารถเอาผิดได้”

ด้าน นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยถือว่ามีศักยภาพในด้านต่างๆ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อให้ไทยเป็นฮับในภูมิภาคนี้ ภาครัฐควรเร่งสนับสนุนเทคสตาร์ทอัพให้เกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 2 หมื่นบริษัท เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และบุคลากกรด้านดิจิทัล ก็จะช่วยส่งเสริมให้ไทย เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในด้านเทคโนโลยี รวมถึงการสนับสนุนให้ไทยเป็นฮับด้านการขนส่ง ด้วยภูมิศาสตร์ที่ตั้งของประเทศที่ได้เปรียบประเทศอื่นๆ หากสามารถทำได้ การเป็นฮับด้านอื่นๆ ก็จะตามมาไม่ว่าจะเป็นฮับทางด้านการค้า และฮับด้านการเงิน ก็จะตามมาเองในอนาคต

“ประเทศไทยต้องมีแรงงานที่เขียนโปรแกรมได้ อย่างน้อย 10% หรือ 3.9 ล้านคน ของแรงงานทั้งระบบจำนวน 39 ล้านคน แต่ปัจจุบันไทยมีเด็กจบใหม่ปีละประมาณ 2 แสนคน แต่เป็นแรงงานที่เขียนโปแกรมได้ไม่ถึง 5 หมื่นคน จึงต้องเร่งส่งเสริมแรงงานด้านดิจิทัลเพื่อช่วยผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้”.