ราวกลางเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัย 7 แห่ง และคณะกรรมาธิการฝ่ายการศึกษาของเมืองโยเนะซาวะ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอสาธิตการสร้างหุ่นจำลองร่างของหญิงจากยุคโบราณ ซึ่งมีชื่อว่า “ฮิมิโกะแห่งโอคิทามะ” โดยอาศัยเทคโนโลยีการสร้างภาพจำลองด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกและเทคโนโลยีการผลิตซ้ำของดีเอ็นเอ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของเจ้าของโครงกระดูก ซึ่งคาดว่าเป็นหญิงที่เกิดในตระกูลขุนนางเมื่อประมาณ 1,600 ปีก่อน
จากข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอตามหลักการทางนิติวิทยาศาสตร์ในการสร้างใบหน้า คาดว่า ฮิมิโกะ จะมีเปลือกตาด้านบนหย่อน (หนังตาตก) จมูกแบน ผมยาวตรง สีดำ
สีผิวและสีผมของเธอใช้ฐานการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมซึ่งได้มาจากซากกระดูกที่เหลืออยู่ของเธอที่โดนขุดขึ้นมาเมื่อปี 2525 ส่วนลักษณะเปลือกตาที่หย่อนลงนั้น ได้ข้อมูลจากการประเมินความหนาของชั้นผิวหนังของเธอ
กระดูกของ ฮิมิโกะ ปรากฏอยู่ในโลงหินหมายเลข 137 ที่ขุดพบในสุสานทตสึคะยามะ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลุมศพจำนวน 200 หลุมที่อยู่ในบริเวณเชิงเขาทตสึยามะ ในตำบลอาซะกะวะ เมืองโยเนะซาวะ
นอกจากโครงกระดูกแล้ว ในโลงของ ฮิมิโกะ ยังมีหวีซี่ยาวและมีดขนาดเล็กฝังรวมอยู่ด้วย
จากการศึกษาซึ่งนำโดยทีมจากมหาวิทยาลัยแพทย์โดคเคียว พบข้อมูลว่า ฮิมิโกะ น่าจะมีความสูงราว 143-145 ซม. และคาดว่าเสียชีวิตตอนที่เธออายุราว 40 ปี
ในปี 2560 ได้มีการขุดค้นสถานที่ฝังศพบนเขาไฮซุคะยามะ โดยทีมงานจากมหาวิทยาลัยโตโฮคุ กักคุอิน และพบโครงกระดูกของชายวัย 50 ปีร่างหนึ่ง
โครงการวิจัยเริ่มจากที่ได้มีการเก็บตัวอย่างนิวเคลียสดีเอ็นเอจากฟันของเธอ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับซากกระดูกของชายวัย 50 ปีที่พบในภายหลัง ซึ่งทำให้สรุปได้ว่า โครงกระดูกของเธอเก็บรักษาข้อมูลทางพันธุกรรมของเธอไว้เป็นอย่างดีถึง 96-97%
ทีมงานของโตโฮคุ กักคุอินระบุว่า การที่จะได้ข้อมูลครบถ้วยจากนิวเคลียส์ดีเอ็นเอซึ่งได้จากซากกระดูกที่เหลืออยู่นั้น เป็นสิ่งที่พบได้ยากมาก
ในปี 2564 ทีมงานจากโตโฮคุ จึงเริ่มโครงการศึกษาซากที่เหลืออยู่ของฮิมิโกะ และพยายามสร้างใบหน้าของเธอขึ้นมาใหม่ โดยว่าจ้างให้พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งโตเกียวทำการวิเคราะห์นิวเคลียสดีเอ็นเอที่ได้มา
ผลจากการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า ฮิมิโกะ มีผมตรงสีดำหรือน้ำตาล ผิวสีน้ำตาล สีตาของเธอน่าจะเป็นสีดำหรือสีน้ำตาล
แม้ว่าส่วนที่กะโหลกศีรษะของเธอจะไม่มีชิ้นส่วนตรงที่เป็นจมูกและใบหน้าซีกขวาแล้ว แต่ทีมวิจัยก็สามารถสร้างภาพช่วงปากของเธอขึ้นมาได้ใหม่ รวมทั้งรู้ข้อมูลลักษณะการขบฟันและการบดเคี้ยวของเธอโดยศึกษาลักษณะฟันที่มีร่องรอยของการสึกหรอเนื่องจากภาวะผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร นอกจากนี้ยังพบว่าขากรรไกรของเธอเบี่ยงไปทางซ้ายเล็กน้อย
ทีมวิจัยยังชี้ว่า แม้พวกเขาจะสันนิษฐานว่า ฮิมิโกะ น่าจะมีเชื้อสายต้นกำเนิดอยู่ในยุคยาโยอิ (ช่วง 1,000 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง ค.ศ. 250) ซึ่งเป็นยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มได้รับอิทธิพลจากคนผืนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพเข้ามา เริ่มทำการเกษตรและเครื่องปั้นดินเผา แต่เธอก็มีเชื้อสายของกลุ่มคนในยุคโจมง ซึ่งเป็นยุคก่อนหน้านี้ที่คาบเกี่ยวกันด้วย โดยนักโบราณคดีญี่ปุ่นจัดให้ยุคโจมงอยู่ในช่วงระยะเวลาระหว่าง 14,000-300 ปีก่อน ค.ศ.
แหล่งข่าว : nextshark.com, asahi.com
เครดิตภาพ : YouTube / 朝日新聞社



