เชฟอ้นปูพื้นฐานเส้นทางการมาเป็นเชฟอย่างในวันนี้ว่า ครอบครัวเป็นศิลปิน ที่บ้านอยากให้ทำงานเกี่ยวกับศิลปะเพื่อต่อยอดสิ่งที่ครอบครัวทำ เลือกเรียนศิลปะ ส่วนในช่วงเย็นไปทำอาหารในร้านอาหารด้วย พอจบมหาวิทยาลัยเรียนเทคคอร์สอาหารไทย จีน ยุโรปและทำงานไปด้วย จากนั้นเดินทางมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ควบคู่กับการทำงานด้านอาหารไปด้วย ช่วงปี 2557 เปิดร้านอาหารเล็กๆที่เชียงใหม่ให้บริการอาหารยุโรป แบบโต๊ะเดียว จากนั้นเริ่มมีการตอบรับที่ดี แต่แทนที่ทุกอย่างจะดี พอเปิดประมาณ ปีกว่าๆ ในช่วงต้นปี 2559 กลับต้องปิดร้านลงเหตุเพราะไม่สามารถจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบได้

“ผมเปิดร้านเล็กๆ จู่ๆก็พีคขึ้นมา อยู่ดีดีกลายเป็นที่รู้จักคนมาเยอะโตเร็วเกินไป เกินที่เราตั้งรับ ไม่ทันจริงๆและไม่รู้จะจัดการอย่างไร ผมตัดสินปิดและตั้งหลักว่า เรายังรักการทำอาหารอยู่ไหมใช้เวลาช่วงนั้นเดินทางไปเรียนต่อทำอาหารนิดหน่อย ทีนี้มาคิดว่าการที่เราจะเปิดๆ ปิดๆ นี่ต้องเกรงใจลูกค้า เกรงใจคนที่เข้าตั้งใจมาแนะนำส่งต่อข้อมูลต่างๆ ของเลเลฟอง เลยหาโซลูชั่นสำหรับตัวเองและคนที่เรียกว่าเป็นเพื่อน นั่นคือลูกค้า ตอนแรกเราเลือกเพื่อให้ลูกค้าชื่นชมงานของเรา แต่พอเราไปเรียนแล้วกลับมาใหม่ เปลี่ยนแนวคิดใหม่เป็น เขาต้องชอบในสิ่งที่เราเป็นจะดีกว่า จีรังกว่า ไม่ใช่ชอบในสิ่งที่เขาอยากให้เราเป็น เราจะไม่เป็นเราที่ทำอะไรก็ตาม แล้วไม่มีความสุข ทำไปแล้วเกิดความกังวลไม่มั่นใจ ส่งผลกระทบกับคนอื่น เราไม่ทำ” เชฟอ้นสะท้อนถึงมุมมองที่ได้ประสบการณ์การเรียนรู้ ครั้งที่เปิดร้าน เมื่อ 8 ปีก่อน
“ตอนนั้นเราหารูปแบบตัวเองไม่เจอ เราแค่โพล์โลว์อัพในสิ่งที่เรียนมา หรือทำงาน เป็นแพทเทิร์น เป็นบล็อก และจัดการไม่เป็น ทำไม่ถูกก็ปิดลงปิดกว่า กลับมาเริ่มเปิดใหม่ประสบการณ์ต่างๆ สอนให้จัดการทุกอย่างในระบบมากขึ้น ถ้าถามถึงอาการเบิร์นเอ้าท์ มีครับอาการเบิร์นเอ้าท์ การเผาไหม้ตัวเอง ผมมีบ่อยๆ การเผาผลาญพลังใจตัวเองให้อยู่ในจุดที่เราไม่อยากจะทำอะไร ถ้ารู้สึกแบบนั้น อันดับแรกเราต้องเดินออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด ผมจะกลับมาถามตัวเองเสมอว่าสิ่งที่เราทำ ใช่ไหม คลิ๊กไหม ยังอยากจะทำต่อไหม ถ้าเราตื่นขึ้นมาแล้ว ไม่อยากลุกจากที่นอน อันนั้นคือจุดเริ่มต้น ถ้าตื่นแล้วยังแอคทีพสนุกกับมัน มองว่าสิ่งข้างหน้าที่เราเผชิญนั้นเป็นสิ่งสนุกและพร้อมจะปรับแก้ไขปัญหา อย่ามองว่าเป็นปัญหา ให้มองว่าเป็นกิจวัตรประจำวันที่เราต้องเจอ“ เชฟอ้นถ่ายทอดความรู้สึกในวันที่หาหลักคิดให้ตัวเอง ก่อนยืนหยัดอย่างในวันนี้

สำหรับมุมมองที่มีต่อการคิดบวกเชฟอ้นพูดด้วยเสียงชัดถ้อยชัดคำพร้อมรอยยิ้มกว้างๆว่า “การคิดบวกนั้นดีเสมอ ดีกับตัวเองกับคนรอบข้าง ถ้าคิดบวกดีจะดีกับตัวเองก่อนและต่อคนรอบข้าง คนรอบๆตัวเรา คนที่เข้ามาหาเราเขาจะสัมผัสได้เอง ความคิดเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ถ้าเราคิดดี เราทำออกมาดี แม้สถานการณ์ไม่ดี ถ้าเราคิดดีทุกอย่างจะออกมาดี ถ้าเราคิดดีสุขภาพจิตเราจะดี ถ้าเราไม่มีความสุข เราแค่ปิดสวิทช์ ชัตดาวน์ แต่เราต้องประเมินว่าการปิดสวิทช์ของเราต้องไม่มีผลกระทบกับใคร ทุกวันนี้ผมเอนจอยกับสิ่งที่ทำ แบ่งสัดส่วนทุกอย่างให้ลงตัว พยายามวางให้มีแพลน มีแอคทิวิตี้ ผมว่าทุกคนมีจุดมุ่งหวัง เมื่อก่อนผม เป็นคนที่แบบฉันเก่ง ฉันโปร แต่ประสบการณ์ที่เราได้ลงมือ พอเราเจออะไรหลายอย่าง เราไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์ของคนที่เขาเก่งเลย กำแพงความคิดแบบนี้ก้าวข้ามด้วยการยอมรับตัวเอง ยอมรับข้อผิดพลาด ของตัวเองแล้วก้าวเดินไป”.
เรื่อง : แก้วใจ





