เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ “นอท กองสลากพลัส” เจ้าของกองสลากพลัส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า มีประเด็นคอมเมนต์กันมากมายถึงเรื่องที่ผมโพสต์หานายทุน จำนวนเงิน 200 ล้านบาท

– มีคนคอมเมนต์ แนวๆว่า ผมไม่ใช่เจ้าของตัวจริงหรือ?

– ไหนว่ามีหมื่นล้านทำไมต้องมาหาแค่ 200 ล้าน

– ประกาศหานายทุนบนเฟซบุ๊กเนี่ยนะ

– สงสัยนายทุนสีเทา

– นายทุนคือตู้ห่าวหรือเปล่า

และอีกหลายๆ เรื่องที่สรรหาจะคอมเมนต์กันตามสติปัญญาของแต่ละคน

ข้อแรก ธุรกิจนี้เป็นของผม 94% และเป็นของทีมงานผมอีก 6% ส่วนนายทุนทั้งหมดนั้นเป็นเพียงผู้ให้กู้ยืมเงินเท่านั้น

โดยปกติธุรกิจส่วนใหญ่เค้าก็กู้เงินมาทำธุรกิจกันทั้งนั้นละครับ เพียงแต่เค้าอาจจะกู้แบงค์ หรือขอหยิบขอยืมใครมาทำธุรกิจ

เพียงแต่ว่าของผมมันกู้แบงค์ไม่ได้ เพราะวงเงินมันสูงมาก บริษัทยังมีอายุเพียงสองปี และบริษัทไม่มีทรัพย์สินมาค้ำประกัน

ผมเองเริ่มธุรกิจนี้ด้วยเงินเพียงไม่ถึง 2 ล้านบาทในตอนแรก หลังจากที่เริ่มขายลอตเตอรี่ได้ และเห็นว่ามันพอมีอนาคต ผมก็เอารถ เอาบ้าน เอาคอนโด ไปจำนอง,ขายฝากมาเพื่อทำธุรกิจ

เพราะธุรกิจลอตเตอรี่เป็นธุรกิจเงินสด และกองสลากพลัส เราโตเร็วมาก เร็วจนผมเองก็ตั้งตัวไม่ทัน

ลองคิดดูนะครับ ผมขายลอตเตอรี่ 1 ล้านใบต้องใช้เงินสดประมาณ 100 ล้านบาทในการซื้อของมาขาย

และช่วงที่ผมเติบโตหนักๆ จนรันด้วยตัวเองไม่ไหวคือช่วง 1-8 ล้านใบ

ช่วงนั้นผมเติบโตงวดละ 1 ล้านใบ นั่นหมายความว่าทุก 15 วันผมจะต้องหาเงินเพิ่มเพื่อมาซื้อของงวดละ 100 ล้านบาท หรือ หาเงินเพิ่มเดือนละ 200 ล้านบาทเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าผมจะใช้วิธีการซื้อหมุนหลายล็อต ซื้อมาชุดนึง 2 ล้านใบ พอขายได้ก็นำเงินไปหมุนซื้อมาใหม่

แต่สุดท้ายมันก็ไม่พอในการขายอยู่ดี เพราะปัจจุบัน วันแรกเราต้องมีลอตเตอรี่ถึง 5 ล้านใบเพื่อจำหน่าย

ตอนที่ผมเริ่มหานายทุนหยิบยืมครั้งแรกนั้น ผมหอบเอาข้อมูลและยอดขายไปคุยกับเค้าว่าผมสามารถจ่ายดอกให้เค้าได้ทุกเดือน เพื่อกู้เงินเค้า

ตอนนั้นผมมีลูกค้า 400,000 กว่าคน ขายได้ประมาณ 1.5 ล้านใบ

ซึ่งตัวผมเองนั้นก็มีชื่อเสียงในวงการออนไลน์พอสมควร มีผลงานต่างๆ มากมาย ทำให้คนที่ให้ผมยืมเงินรู้จักนิสัยใจคอผมมาบ้าง

อย่างตอนที่ผมขายฝาก บ้าน-คอนโดนั้น ผมก็ได้ดอกมาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เพียง 1 บาทต่อเดือนเท่านั้น

โดยคนให้กู้บอกว่ารู้จักผม เห็นผมเป็นนักสู้ อยากสนับสนุนให้ผมทำธุรกิจนี้ โดยที่ผมเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้าเป็นใคร ผมขายฝากผ่านบริษัท และลูกน้องของเค้าเป็นคนดำเนินการ

เงินทุนตอนนี้ของผมนั่นแบ่งออกเป็น 5 กอง

1. เงินส่วนตัว ที่ขายของได้กำไรก็เอามาโปะเข้าไปเรื่อยๆ

2. เงินทุนกลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มนักธุรกิจรุ่นน้อง อันนี้มี 4 สัญญา

3. เงินทุนจากนักธุรกิจที่ทำแบรนด์สินค้าออนไลน์ อันนี้อีก 3 สัญญา

4. เงินทุนจากการที่ผมหาทุนผ่านเฟซบุ๊ก มีลูกค้าปล่อยกู้ผมราวๆ 7-8 ราย (ด้วยการโพสต์บนเฟซบุ๊กนี่ละ)

และที่ผ่านมาเงินทุกบาทยังอยู่ครบเป็นทุนหมุนซื้อลอตเตอรี่ ยืมใครมาเท่าไหร่อยู่เท่านั้น และผมเองก็ส่งดอกเบี้ยตรงเป๊ะไม่มีขาด เพื่อรักษาเครดิต

และที่ผมโพสต์หาคนลงทุนเพิ่มนั้นเพราะ กลุ่มรุ่นน้องกลุ่มแรกไม่ต่อสัญญา 1 สัญญา เพราะเค้าจะเอาเงินไปลงทุนของเค้าเอง ก็เท่านั้น

สำหรับที่บอกว่าผมโม้ว่าขายได้เป็นหมื่นล้าน ทำไมต้องมาหาเงินแค่นี้

หมื่นกว่าล้านมันคือ “ยอดขาย” ครับ เมื่อหักต้นทุน + ค่าใช้จ่ายแล้ว มันไม่ได้เหลือเยอะอะไร เดี๋ยวสิ้นปีผมยื่นภาษีก็คงเห็นตัวเลขกัน

ส่วนประเด็นที่ว่าเงินเทา ตู้ห่าว หรือเปล่านั้น ขอตอบว่าเงินที่ผมยืมมาจากนักธุรกิจของผมทุกคนก็ประกอบอาชีพสุจริต มีหน้ามีตาทางสังคม และเงินทุกบาทก็เป็นเงินที่ถูกนำเข้าระบบธนาคารตรวจสอบได้

สุดท้ายที่ผมจำเป็นต้องประกาศหาทุนเพิ่มก็เพราะ

1. ผมเพิ่งชำระ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม vat 7%” ให้ลูกค้าไปประมาณ 190 ล้าน

2. นายทุนไม่ต่อสัญญาเงินกู้

ทั้งสองข้อทำให้ กระแสเงินสดในบริษัทเราลดลงไปจนอาจจะได้รับผลกระทบ ผมเลยต้องรีบหาทางแก้ไข

การที่ผมขอยืมหรือกู้เงินมาทำธุรกิจ ผมเองก็ว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม

เพราะผมเอากำไรมาจ่ายดอกเบี้ย ผมขายของได้กำไรขั้นต้น 3.50 บาท (หัก vat) ใน 3.50 นั่นผมเสียดอกตก 1.25 บาท ผมเองก็ยังเหลือกำไรให้บริหาร และทำการตลาด

เดี๋ยวอาจจะมีคนค่อนแคะว่า เห็นซื้อ Supercar ใช้เงินเป็นว่าเล่นทำไมต้องมาขอยืมคนอื่น

ขอบอกว่าเงินส่วนตัว กับเงินบริษัท มันคนละส่วนกันครับ ชีวิตส่วนตัวผมแยกกับบริษัทโดยสิ้นเชิง

และการที่ผมหายืมเงินครั้งนี้สาเหตุสำคัญจริงๆ ก็เพราะ กองสลากพลัส กำลังจะก้าวใหญ่เพื่อเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ มั่นคง และยั่งยืนต่อไปในปีหน้าครับ

และคนที่ให้ผมกู้เงินก็จะเติบโตไปกับเรา

นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์