สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อินโดนีเซียประกาศข้อตกลงกับกลุ่มประเทศต่าง ๆ เพื่อจัดหาเงินทุนในการเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึงข้อตกลงมูลค่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 700,000 ล้านบาท) ที่จัดโดยกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 แห่ง หรือ “จี 7” ภายใต้พันธมิตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (เจอีทีพี) และการจัดสรรการจัดหาเงินทุนแบบผ่อนปรน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 17,336 ล้านบาท) ของกองทุนเพื่อการลงทุนด้านภูมิอากาศ (ซีไอเอฟ)
อย่างไรก็ตาม รายงานของไออีอีเอฟเอ ระบุว่า ภายใต้แผนงานของซีไอเอฟ แม้หน่วยงานภาครัฐของอินโดนีเซีย “พีแอลเอ็น” จะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตรวม 4.9 กิกะวัตต์ แต่โรงไฟฟ้าบางแห่ง “มีสภาพเก่ามาก” และ “เกินอายุการใช้งานทางเศรษฐกิจภายในปี 2598”
“ข้อบกพร่องสำคัญในการนำเสนอรายชื่อโรงไฟฟ้าที่จะปลดระวาง คือ การขาดการเปิดเผยเกณฑ์ในการคัดเลือก” นางเอลริกา ฮัมดี นักวิเคราะห์การเงินด้านพลังงานจากไออีอีเอฟเอ ระบุเสริมในรายงานว่า สิ่งที่จำเป็นคือ ความโปร่งใสและการเปิดเผยในระดับที่สมเหตุสมผล เพื่อพิสูจน์ว่าเหตุใดโรงไฟฟ้าบางแห่งจึงดีกว่า อีกทั้งระดับมลพิษที่เกิดขึ้น และต้นทุนการดำเนินงานส่วนเพิ่มโดยรวม ควรเป็นปัจจัยสำคัญด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ฮัมดีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความกังวลเดียวกันนี้ยังรวมไปถึง การขาดการเปิดเผยกระบวนการคัดเลือกการทำธุรกรรมที่เป็นไปได้ครั้งแรกของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) สำหรับการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด.
เครดิตภาพ : REUTERS



