เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2565 เจสสิกา กัว ผู้อำนวยการหน่วย Animal and Veterinary Service (AVS) แห่งสิงคโปร์ แถลงถึงกรณีการสืบสวนเรื่องแมวในชุมชนตายแบบผิดปกติ หลังจากที่พบคลิปวิดีโอเผยแพร่ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นภาพของผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังโยนแมวดำลงจากชั้นที่ 22 ของอาคารพักอาศัยในย่านบูนเลย์ ทางด้านตะวันตกของสิงคโปร์

กัว แถลงว่า การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป และขอให้สาธารณชนงดการสันนิษฐานคาดเดาต่าง ๆ เกี่ยวกับรายละเอียดของเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคดี

คลิปวิดีโอดังกล่าวมีความยาวราว 1 นาที ได้มีผู้นำไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่คืนวันที่ 15 ธ.ค. 2565 เริ่มต้นจากภาพของแมวดำตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นแมวที่คนในชุมชนร่วมกันดูแลและให้อาหาร กำลังเดินออกจากลิฟต์อาคารโดยมีเด็กชายคนหนึ่งเดินตามออกมา 

ในอีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เด็กชายในคลิปก็อุ้มแมวดำขึ้น มองไปรอบ ๆ แล้วโยนเจ้าสัตว์เคราะห์ร้ายข้ามรั้วกั้นของอาคารออกไป และไม่นานก็ได้ยินเสียงดังสนั่นเหมือนของตกกระทบพื้นอย่างแรง เนื่องจากชั้นที่เกิดเหตุคือ ชั้นที่ 22 ของอาคาร

ยูมิ โซลิกาทิ วัย 39 ปี ซึ่งเป็นผู้พักอาศัยในย่านที่เกิดเหตุ เป็นผู้พบศพแมวที่โดนโยนลงมาใกล้กับที่จอดรถจักรยาน ในวันที่ 14 ธ.ค. 2565 เวลาประมาณบ่ายสองโมง เธอเองมีหน้าที่ให้อาหารแมวตัวที่ตาย ซึ่งคนในชุมชนตั้งชื่อให้ว่า เจ้าเสือดำ (Panther) เป็นประจำทุกวันมาตลอดเวลา 11 ปี 

โซลิกาทิ เป็นคนฝังเจ้าเสือดำด้วยตัวเอง เธอเล่าว่า มันเป็นแมวแก่ที่ไม่มีพิษมีภัยกับใคร และทุกคนในชุมชนรักมันมาก

ฉั่วมุยมุย วัย 47 ปี ซึ่งเป็นอีกคนที่ทำหน้าที่ให้อาหารแมวในชุมชนละแวกนั้น ได้รับคลิปวิดีโอของเด็กชายและแมวดำมา และเป็นผู้โพสต์ลงบนเพจเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2565 เธอยังกล่าวเสริมว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีแมวในชุมชนตายไปแล้ว 5 ตัว โดยสาเหตุของการตายคือ โดนโยนลงมาจากอาคารสูงหลังเดียวกัน

หลังจากชุมนุมผู้ดูแลสวัสดิภาพแมว (Cat Welfare Society) ในย่านนั้นได้ช่วยเหลือผู้ดูแลแมวทั้งสองยื่นคำร้องไปยัง AVS เรียกร้องให้มีการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังมีการเปิดให้ลงลายชื่อร่วมกันเรียกร้องความยุติธรรมให้เจ้าเสือดำบนเว็บไซต์ Change.org

ต่อมาได้มีการสอบปากคำเด็กชายในคลิป ซึ่งในตอนแรก เด็กชายไม่ยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือ แต่เมื่อมีการยืนยันด้วยคลิปวิดีโอ เขาก็รับสารภาพผิดโดยอ้างทำไปเพราะรู้สึกว่าไม่เคยได้รับความรักและความเอาใจใส่จากครอบครัวของตัวเอง

กัว ชี้แจงว่า หน่วยงาน AVS ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติสิงคโปร์ จะไม่ปล่อยผ่านการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างทารุณ ตามกฎหมายว่าด้วยการทารุณสัตว์และสัตว์ปีกของสิงคโปร์แล้ว ผู้ที่กระทำผิดเป็นครั้งแรก จะต้องโดนปรับเงินโดยมีเพดานสูงสุดที่ 15,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือรับโทษจำคุกสูงสุด 18 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่เนื่องจากในกรณีนี้ ผู้ลงมือทำร้ายสัตว์มีอายุเพียง 10 ขวบ ซึ่งยังเป็นเยาวชน อาจทำให้ไม่สามารถใช้กฎหมายทารุณสัตว์เพื่อเอาผิดได้ ยังผลให้เกิดการถกเถียงกันในโลกโซเชียลของชาวสิงคโปร์ว่า เด็กชายควรโดนลงโทษหรือไม่ 

แม้ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยว่าต้องมีการลงโทษเด็กชาย แต่หลายคนก็ระบุว่า ควรเป็นไปในลักษณะของการปรับพฤติกรรมและให้ความรู้ที่ถูกต้อง ในขณะที่ชาวเน็ตบางรายชี้ว่า การทารุณสัตว์คือ สัญญาณแรกเริ่มที่บ่งชี้ถึงอาการของผู้ป่วยโรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม รวมถึงแสดงความกังวลว่า เด็กชายอาจลงมือก่ออาชญากรรมที่รุนแรงกว่านี้เมื่อมีอายุมากขึ้น.

แหล่งข่าว : nextshark.com, straitstimes.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES