สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงซันติอาโก ประเทศชิลี เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ว่า ประธานาธิบดีบกาเบรียล บอริก ผู้นำชิลี แถลงในสัปดาห์นี้ว่า มีแผนเตรียมยกสถานะผู้แทนการทูตระดับสูงสุดของชิลี จากปัจจุบันคืออุปทูต ให้เป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม

แม้บอริกยังไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า สถานเอกอัครราชทูตชิลีประจำปาเลสไตน์ จะตั้งอยู่ ณ ที่แห่งใด อย่างไรก็ตาม ชิลีจะเป็นประเทศที่ 4 ในลาตินอเมริกา ต่อจากเวเนซุเอลา อุรุกวัย และนิการากัว ซึ่งจะมีสถานเอกอัครราชทูตประจำปาเลสไตน์


ด้านกระทรวงการต่างประเทศชิลี เผยแพร่แถลงการณ์ในเวลาต่อมา ยืนยันว่า รัฐบาลบอริกยังคงให้การยอมรับ “สถานะรัฐที่ชอบธรรม” กับทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศปาเลสไตน์ปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำกรุงซันติอาโก ซึ่งยืนยันว่า “จะไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ” จากอิสราเอลในเรื่องนี้


ท่าทีดังกล่าวของชิลี เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่อิสราเอลเตรียมมีรัฐบาล “ขวาจัดที่สุดในประวัติศาสตร์” ภายใต้การนำของนายเบนจามิน เนทันยาฮู อดีตนายกรัฐมนตรีคนดัง ซึ่งสามารถนำพรรคลิคุด ที่มีจุดยืนฝ่ายขวา หวนกลับมาชนะการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเดือนที่แล้ว และบรรลุข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับหนึ่งในพรรคการเมืองขวาจัดที่สุดของอิสราเอล ซึ่งมีนโยบายคัดค้านการเจรจากับปาเลสไตน์ตามแนวทางสองรัฐ และสนับสนุนการให้อิสราเอลขยายอาณาเขตนิคมในเขตเวสต์แบงก์


อนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา อิสราเอลแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก เมื่อบอริกเลื่อนกำหนดการรับมอบอักษรสาส์นตราตั้งของเอกอัครราชทูตอิสราเอล ออกไป 1 เดือน เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน ภารกิจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอล ซึ่งสังหารเด็กชายชาวปาเลสไตน์วัย 17 ปี ระหว่างการปะทะในเขตเวสต์แบงก์.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES