สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ว่า การประท้วงต่อต้านรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งกลับมานำรัฐบาลขวาจัดที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล โดยเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว เกิดขึ้นในเมืองใหญ่สามแห่ง ได้แก่ กรุงเทลอาวีฟ นครเยรูซาเลม และเมืองไฮฟา เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา


ด้านสื่อท้องถิ่นหลายแห่งรายงานโดยอ้างเป็นสถิติของตำรวจ ว่า จำนวนประชาชนเข้าร่วมการประท้วงในเมืองทั้งสามแห่ง มีจำนวนรวมกันไม่ต่ำกว่า 80,000 คน ถือเป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอิสราเอลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการเดินขบวนร่วมกันชูแผ่นป้ายข้อความ ที่มีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านฟาสซิสต์ คัดค้านการเหยียดผิว และแสดงความกังวลต่อการที่ “ประชาธิปไตยของอิสราเอลกำลังตกอยู่ในอันตราย” ตลอดจน “การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม”


นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมการชุมนุมจำนวนไม่น้อยชูธงชาติปาเลสไตน์ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ต่อต้านการที่ นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รมว.ความปลอดภัยแห่งชาติของอิสราเอล มีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการปลดธงของปาเลสไตน์ออกจากสถานที่สาธารณะ “เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของการสนับสนุนการก่อการร้าย”


ขณะที่ เนทันยาฮูยังคงสงวนท่าทีต่อการประท้วงของประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ภายในระยะเวลาห่างกันประมาณสัปดาห์เดียว แต่ยืนกรานการเดินหน้า “ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อรักษาสมดุล” ที่รวมถึงการจำกัดขอบเขตอำนาจของศาลสูง ในการพิพากษาต่อนโยบายของรัฐบาล หรือกฎหมายซึ่งบัญญัติโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( คเนสเซ็ท ) แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายบริหารจะมีอำนาจมากขึ้น ต่อกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งผู้พิพากษา แม้หลายฝ่ายออกมาคัดค้าน รวมถึงประธานศาลฎีกาและอัยการสูงสุด.

เครดิตภาพ : REUTERS