เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสรุปผลการตรวจวัด PM2.5 วันที่ 30 ม.ค. 66 เวลา 09.00-11.00 น. (3 ชั่วโมงล่าสุด) ตรวจวัดได้ 25-49 มคก./ลบ.ม. ค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร 35.3 มคก./ลบ.ม. โดยค่า PM2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกสถานีที่มีการตรวจวัด สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (คาดการณ์แนวโน้มสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อฝุ่น PM2.5 โดยสภาพทางอุตุนิยมวิทยา) คาดว่าอัตราการระบายอากาศในช่วงวันที่ 30 ม.ค.-1 ก.พ. 66 จะไม่ดี เนื่องจากเพดานอากาศต่ำ เกิดสภาวะอากาศปิดอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับช่วงวันที่ 2-4 ก.พ. 66 เป็นช่วงที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการสะสมของฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มค่อนข้างลดลงถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสลับกันในช่วงนี้ อีกทั้งความกดอากาศสูงจากจีนจะออกมานอกชายฝั่งทำให้ทิศของลมหนาวนั้นเปลี่ยนจากตะวันออกเฉียงเหนือมาเป็นตะวันออก ส่งผลให้จะมีการเริ่มพัดพาฝุ่นควันจากกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทยโดยเฉพาะภาคตะวันออก ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติของการเปลี่ยนผ่านไปยังฤดูร้อน ลมใต้จะทวีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ และวันนี้กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอากาศเย็นกับมีลมแรง อย่างไรก็ตาม ช่วงวันที่ 1-4 ก.พ. 66 พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลควรเฝ้าระวังการสะสมของฝุ่นละออง เนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่งและปิด โดยพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพกลาง กรุงธนเหนือ และกรุงธนใต้ (พื้นที่ท้ายลม)

จากการตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) ผ่านดาวเทียม จากหน่วยงาน NASA ไม่พบจุดความร้อนที่ดาวเทียมตรวจพบค่าความร้อนสูงผิดปกติจากค่าความร้อนบนผิวโลกบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานคร แจ้งเตือนรวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน เพื่อให้ประชาชนวางแผนการทำงาน การทำกิจกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ/มีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรลดระยะเวลา หรืองดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งนี้ กรณีประชาชนพบเห็นแหล่งกำเนิดมลพิษสามารถแจ้งเบาะแส ผ่านทาง Traffy Fondue
ขณะที่ นางเลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองผอ.สำนักการแพทย์ รักษาราชการแทน ผอ.สำนักการแพทย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อดวงตาโดยเด็กและผู้ใหญ่ ช่วงอายุ 20-40 ปี มีความเสี่ยงมากสุดที่จะเกิดปัญหาแก่ดวงตาได้ โดยมีอาการระคายเคือง รู้สึกไม่สบายตาเรื้อรัง เช่น เคืองตา คันตา ตาแห้ง หากขยี้ตาบ่อยๆ ทำให้อาการตาแดงอาจรุนแรงเยื่อบุตาอักเสบ และกระจกตาถูกทำลายได้ในระยะยาว แนะนำการป้องกันตนเองหากต้องอยู่ในที่มีฝุ่นควันเยอะควรใช้แว่นตาแทนเพราะการใส่คอนแทคเลนส์อาจเพิ่งความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ดวงตาได้ ปลูกต้นไม้เพื่อช่วยในการดักจับฝุ่นละออง งดการเผาไหม้ขยะ ส่วนการรักษาเบื้องต้นให้ใช้น้ำสะอาดล้างตา ใช้น้ำตาเทียมหยอดตา หลีกเลี่ยงขยี้ตา และเพื่อป้องกันโรคและฝุ่นละอองแนะนำให้สวมใส่หน้ากากอนามัย ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และงดการดื่มแอลกอฮอล์แก้หนาวเพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้หัวใจวายและเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ สำนักการแพทย์ กทม.เปิดคลินิกมลพิษทางอากาศที่โรงพยาบาลตากสิน วันจันทร์-วันศุกร์ ยกเว้นวันพุธและวันหยุดราชการ เวลา 09.00-12.00 น., โรงพยาบาลกลาง วันอังคาร และวันศุกร์ เวลา 08.00-12.00 น.,โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ วันอังคาร เวลา 08.00-16.00 น., โรงพยาบาลสิรินธร วันอังคาร เวลา 13.00-16.00 น. และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ วันพุธ เวลา 13.00-15.00 น. เพื่อให้คำปรึกษาแก่ประชาชน ให้บริการตรวจรักษาลดความรุนแรงของอาการที่เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก
ด้าน นางชุลีพร วงษ์พิพัฒน์ รอง ผอ.สำนักการศึกษา รักษาราชการแทน ผอ.สำนักการศึกษา กล่าวถึงมาตรการป้องกันปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และลดผลกระทบทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม.ว่า โรงเรียนสังกัด กทม.ทุกแห่งมีการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองเป็นประจำทุกวัน โดยนำผลการตรวจวัดมาแปรผลค่าฝุ่นเป็นธง 5 สี พร้อมสอนการเรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนจากผลการวัดค่าฝุ่นประจำวัน โดยหากเป็นวันที่มีค่าฝุ่นละอองสูง เช่น เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 66 โรงเรียน กทม.ยกธงแดง พร้อมดำเนินการตามแนวทางที่กำหนด อาทิ การงดกิจกรรมกลางแจ้ง การเข้าแถวในอาคารเรียน ไม่จัดกิจกรรมบริเวณลานอเนกประสงค์และสนามกลางแจ้ง กำชับครู นักเรียน และบุคลากรสวมหน้ากากอนามัยไว้ตลอดเวลา รวมทั้งกำชับดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคลกรณีที่มีอาการแพ้ฝุ่น.




