หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยกำลังเดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ภายหลังที่ประชุมรัฐสภาลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่สอง

การแก้กฎหมายสูงสุดครั้งนี้หัวใจสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร 2 ใบ และเปลี่ยนสัดส่วน ส.ส.จากเดิม ส.ส.แบบแบ่งเขต 350–ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ของใหม่ใช้สูตร ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน–ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน

สำหรับไทม์ไลน์เส้นทางการแก้รัฐธรรมนูญต้องเดินตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (5) (6) (7) (9) ที่เขียนกำหนดขั้นตอนและเงื่อนไข เป็นค่ายกลหลายชั้น  

(1) เมื่อการพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้ 15 วัน เมื่อพ้นกำหนดให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป

เท่ากับ การโหวตร่างแกรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งวาระที่สามตรงกับช่วงวันที่ 10 ก.ย. 

(2) สำหรับหลักเกณฑ์ การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีเงื่อนไขล็อกหลายชั้น ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาและต้องมี ส.ส.จากพรรคการเมืองที่สมาชิกไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี,  ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20% ของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน

โดยเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

แปลไทยเป็น หมายความว่าการแก้รัฐธรรมนูญวาระที่สามจุดชี้ขาดสำคัญคือต้องได้รับการสนับสนุนจาก 250 ส.ว.ที่แต่งตั้งโดยหัวหน้า คสช.คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำนวนไม่น้อยกว่า  1 ใน 3 หรือ 84 เสียง

(3) จากนั้นเมื่อมีการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญวาระที่สาม ให้รอ 15 วันก่อนนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ขึ้นทูลเกล้าฯ

โดยระหว่างนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (9)  เปิดช่องให้ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือสมาชิกทั้งสองสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือของทั้งสองสภาเข้าชื่อ เสนอประธานรัฐสภา เพื่อส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ มีเนื้อหาขัดต่อเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

จากเงื่อนไขข้างต้น สะท้อนให้เห็นภาพหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระที่สามไปได้ ด่านต่อไปที่ต้องเจอ คือ บางพรรคการเมืองเตรียมใช้ช่อง มาตรา 256 (9)  ยื่นเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความชี้ขาด

โดยมีเหตุผลลึกๆ เรื่อง ผลประโยชน์ไม่ลงตัว!!

ในมุม “พรรคใหญ่” ต้องการแก้ระบบเลือกตั้ง บัตร 2 ใบ เพราะทำให้ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น  

ทว่าในมุม “พรรคขนาดกลาง-พรรคขนาดเล็ก” ต้องการใช้ระบบบัตรใบเดียวเพราะระบบคำนวณที่นั่ง ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ทำให้ได้  ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น   

ยกตัวอย่างผลเลือกตั้งครั้งหลังสุดที่ใช้กติกาบัตรเลือกตั้งใบเดียว “พรรคเพื่อไทย” ได้ ส.ส.เขตมากที่สุด 136 คน  แต่ไม่ได้  ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว

ตรงข้ามกับ “พรรคอนาคตใหม่” ที่ได้ ส.ส.เขต 26 คนแต่กวาด ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากถึง 50 ที่นั่ง

ตอนนี้ หลายฝ่ายประเมินหากการแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ สำเร็จลุล่วง จะส่งผลให้ พรรคขนาดกลางได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่วนพรรคขนาดเล็ก ถึงขั้น “สูญพันธุ์”!!