การเข้าถึงอินเเทอร์เน็ตของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ ประชากรทั้งหมด เป็นผลมาจากช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อย่างรุดหน้าทั้ง โครงข่าย 5 จี บอร์ดแบรนด์ความเร็วสูง ฯลฯ

อย่างไรก็ตามยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ทั้งจาก ฐานะไม่เอื้ออำนวย หรือ อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ชายขอบ ทางรัฐบาล จึงได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สดช.) เร่งดำเนินโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน จำนวน 1,722 แห่ง วงเงินกว่า 5,100 ล้านบาท ในกรอบระยะเวลา 5 ปี  เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงดิจิทัล เพื่อนำไปยกระดับคุณภาพชีวิตได้

“ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) บอกว่า  การดำเนินโครงการ พัฒนาระบบนิเวศศูนย์ดิจิทัลชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ที่ 5 ของแผนการจัดให้มีบริการ โทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560 – 2564) นี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) มีกรอบระยะเวลาดำเนินการ ปี พ.ศ. 2566-2570

โดยศูนย์ฯที่จัดตั้งขึ้นจะมีบทบาทในการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ บุคลากรที่ดูแลและสนับสนุนส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับท้องถิ่น เพื่อลดช่องว่างทางด้านดิจิทัลให้กับชุมชน ให้สามารถใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษา และด้านอาชีพด้วย

ด้าน “ภุชพงค์ โนดไธสง” เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) บอกว่า ขณะนี้ ได้บริษัทที่ชนะการประมูล เพื่อทำหน้าที่ดูแลเช่าอุปกรณ์ พร้อมหาบุคลากรประจำศูนย์ดิจิทัลชุมชนแต่ละแห่งแล้ว ในพื้นที่ครบอบคลุม 77 จังหวัด แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 จำนวน 457 แห่ง ประกอบด้วย กำแพงเพชร ขอนแก่น ชัยภูมิ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เลย สุโขทัย หนองบัวลำภู และอุตรดิตถ์ ผู้ชนะการประกวดราคา คือ เอส เอ คอนซอเตียม วงเงิน  1,364.5 ล้านบาท

กลุ่มที่ 2 จำนวน 454 แห่ง ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี ผู้ชนะการประกวดราคา บริษัท อินฟอร์เมชั่น แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวิร์คส จำกัด (มหาชน) วงเงิน 1,341.5 ล้านบาท

กลุ่มที่ 3 จำนวน 399 แห่ง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตราด นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ระยอง ลพบุรี สมุทรปราการ สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง และอุทัยธานี ผู้ชนะการประกวดราคา คือ กลุ่มนิติบุคคล อาร์ยูที  วงเงิน 1,173.6 ล้านบาท

และ กลุ่มที่ 4 จำนวน 412 แห่ง ประกอบด้วย กระบี่ กาญจนบุรี ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี พังงา พัทลุง เพชรบุรี ภูเก็ต ยะลา ระนอง ราชบุรี สงขลา สตูล สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี และสุราษฎร์ธานี ผู้ชนะการประกวดราคา คือ กิจการค้าร่วม เอสพี วงเงิน 1,237.3 ล้านบาท

ภุชพงค์ โนดไธสง

ผู้บริหารของ สดช. บอกว่า คาดว่าจะมีการลงนามในสัญญาได้ในดือน ก.พ.นี้ และหลังจากลงนามใน 90 วัน ต้องติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆให้แล้วเสร็จพร้อมใช้งาน โดยพื้นที่จัดตั้งศูนย์ได้คัดเลือกโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล รวมถึงขาดแคนอุปกรณ์ แบ่งเป็น ศูนย์ที่จัดตั้งในโรงเรียนหรือสถานศึกษา จำนวน 1,066 ศูนย์ และ โรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 500 ศูนย์ และโรงเรียนสังกัดตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 156 ศูนย์ ซึ่งแต่ละศูนย์จะมีคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ 12-31 เครื่อง ขึ้นอยู่กับขนาดของศูนย์

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ ซอฟต์แวร์ เครื่องพิมพ์แบบมัลติฟังก์ชั่น กล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) สมาร์ททีวี  กระดานอัจฉริยะ  เครื่องมัลติมีเดียโปรเจคเตอร์ เครื่องขยายเสียงพร้อมลำโพง ชุดสตูดิโอถ่ายภาพ และ บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต ฯลฯ

“ศูนย์ดิจิทัลชุมชนที่จะตั้งขึ้นใหม่ ใช้วีธีเช่าใช้อุปกรณ์ ซึ่งบริษัทต้องดูแลศูนย์ฯ บำรุงรักษา และหาผู้จัดการ ประจำศูนย์ เมื่ออุปกรณ์ใดเสีย บริษัทที่ชนะประมูล ต้องนำอุปกรณ์ ใหม่มาเปลี่ยนให้ทันที เพราะที่ผ่านมาการ ตั้งศูนย์ฯ 500 แห่งเดิมที่จะหมดสัญญาปี 67 พบว่าบางแห่งถูกปล่อยร้าง เพราะไม่มีงบประมาณ ไม่มีผู้ดูแล ซึ่งศูนย์ฯ ใหม่ จะเปิดโอกาสให้ทุกคนในชุมชน เข้ามาขอใช้งานได้ หากไม่มีชั่วโมงเรียน นอกจากนี้ในเสาร์-อาทิตย์ ทางผู้จัดการศูนย์ฯ จะต้องมีการจัดกิจกรรม นำหลักสูตรต่างๆ มาสอนให้กับชาวบ้าน ชมรม สหกรณ์กลุ่มต่างๆ  เพื่อช่วยให้ชาวบ้านใช้ ดิจิทัลให้เกิดรายได้ เช่น นำสินค้าชุมชนมาขายออนไลน์ รวมถึงมาใช้บริการต่างๆของภาครัฐ เช่น แอพฯทางรัฐ ฯลฯ”

“ภุชพงค์ โนดไธสง” บอกต่อว่า จะมีการนำระบบเข้ามาติดตามประเมินผลประชุมกับผู้จัดการศูนย์ในทุกเดือน โดยมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ และนอกจากจะช่วยยกระดับรายได้และยังช่วยให้ชาวบ้านรู้เท่าทันภัยออนไลน์ต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อครบ 5 ปี โดยส่วนตัวมองว่า ศูนย์ดิจิทัลชุมชนอาจจะมีความสำคัญลดลง เพราะอีก 5 ปี เมื่ออินเทอร์เน็ต เข้าถึงบ้าน ทุกคนมีมือถือ และสมาร์ตดีไวซ์ของตนเอง ก็อาจไม่เดินทางมาใช้งานที่ศูนย์ฯ จะใช้งานผ่านอุปกรณ์ ของตนเองจากที่บ้านได้เลย!?!  เมื่อถึงปี 2570 ครบสัญญาแล้ว ก็จะมีการประเมินอีกครั้งว่า โครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชุน ยังมีความจำเป็นต้องทำอีกหรือไม่?

ขณะเดียวกันอุปกรณ์ต่างๆ ของศูนย์ฯ ก็จะมีค่าเสื่อมมูลค่าลดลง เมื่อครบสัญญา บริษัทผู้ชนะการประมูลอาจ ทำโครงการซีเอสอาร์บริจาคอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับโรงเรียน ซึ่งทางโรงเรียนก็สามารถตั้งเป็นทรัพย์สิน แล้วนำไปเปลี่ยน อุปกรณ์ เช่น แรม ซีพียู เพื่อใช้งานต่อไปได้อีกด้วย!?!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์