น.ส.ภัคธภา ฉัตรโกเมศ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฟอร์ติเน็ต ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการรักษา ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เปิดเผยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มีการใช้เทโนโลยีดิจิทัล ทรานฟอร์มเมชั่น องค์กรและธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์ที่ถี่และมีความซับซ้อนมากขึ้น ทางฟอร์ติการ์ด แล็บ ได้ตรวจพบว่า ในประเทศไทยช่วงไตรมาส 4 ของปี 65 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับไวรัสเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากถึง 1.5 ล้านครั้งต่อวัน หรือประมาณ 132 ล้านครั้ง ตลอดทั้งไตรมาส คิดเป็น 2.25% การเกิดขึ้นของมัลแวร์ที่ตรวจพบทั่วโลก ในขณะที่กลุ่มบอทเน็ต นั้นตรวจพบมากกว่า 224 ล้านครั้ง คิดเป็น 2.45% ที่ตรวจพบทั่วโลก และส่วนสำคัญ คือ ช่องโหว่ที่ถูกตรวจพบทั้ง ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นมากถึง 57,651 ล้านครั้ง หรือ 1.94% จากที่ตรวจพบทั่วโลก โดยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเนื่องด้วย

“การโจมตีของแฮกเกอร์เพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในรูปของแรนซัมแวร์ ขโมยข้อมูล เพื่อเรียกเงินค่าไถ่ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ โจมตีการทำงานของอุปกรณ์ ไอโอที ภัยคุกคามไซเบอร์รูปแบบใหม่ เพื่อการขโมยทรัพยากรคอมพิวเตอร์ รวมทั้ง ดีฟเฟค ที่เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สร้างสื่อสังเคราะห์ เพื่อปลอมแปลงลักษณะ บุคคลต่าง ๆ ผ่านสื่อวิดีโอ รวมถึงภาพถ่าย และการบันทึกเสียง โดยใช้ประโยชน์จาก เอไอที่ถูกพัฒนาด้วย ดีฟ เลิร์นนิ่ง เป็นต้น จึงถือเป็นความท้าทายเนื่องจากปัจจุบันหลังโควิด-19 ระบาด หลากองค์กรปรับการทำงานแบบไฮบริด ทำงานจากที่ไหนก็ได้ จึงทำให้เกิดความยากลำบากในการแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วน ๆ เพื่อป้องกันการ เชื่อมต่อ โดยไม่ได้รับอนุญาต”

น.ส.ภัคธภา กล่าวต่อว่า องค์กรยังคงเป็นเป้าโจมตี คือ ภาคการเงิน ภาครัฐ และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐาน ที่อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันทุกองค์กรมีความตระหนักถึงภัยไซเบอร์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนด้านความปลอดภัยจะรอให้เกิดเหตุก่อนไม่ได้ จำเป็นต้องมีโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัย ที่มีประสิทธิภาพ สามารถมองเหตุถึงปัญหาหรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระบบ อีกทั้งสามารถตรวจสอบ วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีเพื่อรองรับทั้งความต้องการรับมือกับการขยายตัวของภัยคุกคาม และการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

“บริษัทจะเข้าไปร่วมทำงานกับลูกค้าองค์กรที่มีมากว่า 3,500 รายอย่างใกล้ชิด รวมถึงการขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ ให้เติบโต ไม่ต่ำกว่า 30%  พื่อให้คำปรึกษาป้องกันการถูกโจมตี ด้วยโซลูชั่นที่พัฒนาขึ้นมากว่า 50 โซลูชั่น และเพิ่มการทำงาน ร่วมกับสถาบันการศึกษาในการหลักสูตรของบริษัทไปใช้ในการเรียนการสอน รวมถึงทำงานเหน่วยงานและ องค์กรด้านซีเคียวริตี้ของภาครัฐเพิ่มมากขึ้นเพื่อร่วมสร้างมืออาชีพที่มีทักษะ และความรอบรู้ด้านการรักษาความปลอดภัย ทางไซเบอร์ อีกทั้งเพื่อช่วยลดช่องว่าง ด้านทักษะไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ให้กับประเทศไทยด้วย” น.ส.ภัคธภา กล่าว.