เป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษแล้วที่ตำรวจเมืองเบอร์ลิงตัน รัฐเวอร์มอนต์ ไม่สามารถระบุตัวผู้ที่ข่มขืนและทำร้ายร่างกาย ริตา เคอร์แรน ครูสาววัย 24 ปี ของโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในอพาร์ตเมนต์ของเธอ จากนั้นก็ปลิดชีวิตเธอด้วยการรัดคอจนขาดอากาศหายใจ เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2514
วานนี้ (21 ก.พ. 2566) หน่วยตำรวจเมืองเบอร์ลิงตันก็มีแถลงการณ์ออกมาว่า พวกเขาสามารถไขปริศนาคดีฆาตกรรมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของรัฐได้สำเร็จ โดยสามารถชี้ตัวได้ว่าฆาตกรผู้ลงมือข่มขืนและฆ่า เคอร์แรน คือ วิลเลียม เดอรูส เพื่อนบ้านของเธอเอง โดยอาศัยข้อมูลจากการสกัดและตรวจสอบดีเอ็นเอที่ได้จากก้นบุหรี่ซึ่งพบในที่เกิดเหตุ มาระบุตัวฆาตกรได้ว่าไม่ใช่ ‘เทด บันดี’ ฆาตกรต่อเนื่องผู้โด่งดังในอดีต
รักษาการผู้กำกับฯ จอน มูรัด กล่าวว่า เดอรูส ซึ่งอายุราว 31 ปีในปีที่เขาลงมือก่อเหตุ พักอาศัยอยู่กับภรรยาของเขาที่บริเวณชั้นบนของอาคารเดียวกันกับ เคอร์แรน เป็นเวลาเพียง 2 สัปดาห์ มูรัด ระบุว่า ช่วงเกิดเหตุ เดอรูส ที่เพิ่งจะแต่งงานกับภรรยาของเขาเกิดมีปากเสียงและเขาก็ตัดสินใจออกไป “เดินเล่นเพื่อให้ใจเย็นลง” แต่ภรรยาของเขากลับให้การเป็นพยานยืนยันที่อยู่ของเขาในระหว่างโดนตำรวจสอบปากคำหลังเกิดเหตุ
ก่อนจะโดนฆาตกรรม เคอร์แรน เพิ่งจะย้ายมาอยู่ในอาคารอพาร์ตเมนต์แห่งเดียวกับ เดอรูส พร้อมกับเพื่อนร่วมห้องอีก 2 คน ตอนนั้นเธอทำงานเป็นครูโรงเรียนประถมศึกษา และกำลังศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ รวมทั้งทำงานพาร์ตไทม์ที่โรงแรมใกล้ ๆ
ในคืนที่เกิดเหตุ เคอร์แรน ไปร่วมซ้อมกับวงดนตรีท้องถิ่นจนกระทั่ง 4 ทุ่ม จากนั้นเธอก็กลับบ้านมาเจอเพื่อนร่วมห้องพร้อมแฟนหนุ่มของหนึ่งในเพื่อนร่วมห้องของเธอที่ชื่อว่า พอล โรบินสัน ซึ่งหลังจากนั้นหลายปี ได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่าคืนนั้น เขากับเพื่อนร่วมห้องทั้งสองของ เคอร์แรน อีกออกไปหาอะไรกินตอนดึกราว 2-3 ชม. โดยที่ เคอร์แรน ไม่ยอมไปด้วย
โรบินสัน กล่าวว่า พวกเขาทั้ง 3 คน กลับมาถึงบ้านหลังเที่ยงคืน และไม่มีใครพบ เคอร์แรน จนกระทั่งเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งของเธอเดินเข้าไปในห้องนอนที่ใช้ร่วมกันกับ เคอร์แรน และพบว่า เธอโดนรัดคอจนเสียชีวิตไปแล้ว เขาจึงโทรศัพท์แจ้งเหตุฆาตกรรมแก่ตำรวจ
หัวหน้าฝ่ายชันสูตร ระบุว่า ใบหน้าและศีรษะของ เคอร์แรน โดนทุบตีอย่างรุนแรง และพบหลักฐานว่าเธอโดนล่วงละเมิดทางเพศก่อนจะเสียชีวิตด้วยการโดนรัดคอ

หลังจากตรวจสอบพยานหลักฐาน โรบินสัน และเพื่อนร่วมห้องของเธอพ้นจากข้อสงสัย ขณะที่ทีมสืบสวนพบ “เศษก้นบุหรี่” ตกอยู่ที่พื้น 1 ชิ้น ใต้บริเวณข้อศอกขวาของ เคอร์แรน
ต่อมา ตำรวจได้สอบถามกับภรรยาของ เดอรูส ซึ่งเธออ้างว่ายังตื่นอยู่จนถึงตีหนึ่งในคืนนั้นและไม่ได้ยินเสียงผิดปกติ ขณะที่ โรบินสัน แสดงความเห็นว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะผนังอพาร์ตเมนต์ของพวกเขานั้นบางมากจนแทบกั้นเสียงไม่ได้
แม้ว่าคดีจะได้รับความสนใจอย่างมากในยุคนั้น แต่ในที่สุดก็กลายเป็นคดีเก่าเก็บเพราะไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งถึงปี 2523 ก็มีการเปิดคดีขึ้นมาใหม่โดยการสันนิษฐานว่า เธออาจตกเป็นเหยื่อของ เทด บันดี ฆาตกรชื่อดังของยุคทศวรรษที่ 1980 จากหนังสือเรื่อง The Stranger Beside Me ซึ่งอ้างว่า เคอร์แรน มีความคล้ายคลึงกับแฟนสาวคนแรกของ บันดี อีกทั้งยังทำงานอยู่ใกล้กับสถานที่เกิดของเขา
แต่ความคืบหน้าครั้งใหญ่ของคดีนั้นเกิดขึ้นในปี 2557 เมื่อทีมสืบสวนสามารถสกัดดีเอ็นเอจากก้นบุหรี่ที่ถูกทิ้งไว้ และได้มีการนำข้อมูลดีเอ็นเอไปเปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัย 13 คน รวมทั้ง เทด บันดี แต่ก็ไม่ตรงกัน เช่นเดียวกับดีเอ็นเอของ โรบินสัน
แต่เมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว ดีเอ็นเอจากก้นบุหรี่ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของ เดอรูส และพบข้อมูลพันธุกรรมที่ตรงกัน หลังจากนั้น 1 เดือน พวกเขาก็พบกับอดีตภรรยาของ เดอรูส ซึ่งให้ข้อมูลว่าเขาเคยเข้าคุกราว 2 ครั้ง ก่อนหน้าที่พวกเขาจะแต่งงานกัน
ไคลาส นาการ์จูนา ผู้แต่งงานกับ เดอรูส ในขณะเกิดเหตุฆาตกรรม และคำให้การของเธอมีส่วนสำคัญในการไขคดี ยอมบอกในที่สุดว่า ในคืนก่อนเกิดเหตุ พวกเขาทะเลาะกัน และสามีของเธอในตอนนั้น ก็ออกจากอพาร์ตเมนต์ไปเพื่อสงบสติอารมณ์ เธอจำไม่ได้ว่าเขาออกไปนานแค่ไหน แต่ในวันต่อมา เดอรูส ก็บอกเธอว่า ห้ามพูดเรื่องที่เขาไม่อยู่บ้านในคืนที่เกิดฆาตกรรม เพราะเขามีประวัติอาชญากรรมติดตัว และตำรวจจะต้องพยายามกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้กระทำผิด
เธอยังเล่าว่า หลังจากเกิดเหตุ เดอรูส ย้ายไปอยู่ประเทศไทยและออกบวชเป็นพระสงฆ์ ซึ่งต่อมาเธอก็เดินทางไปอยู่กับเขาโดยบวชเป็นชี แต่ไม่ได้ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา เนื่องจากผิดระเบียบของสงฆ์ สุดท้ายทั้งคู่จึงหย่าขาดจากกัน
เดอรูส เสียชีวิตเมื่อปี 2529 ในแคลิฟอร์เนีย โดยรายงานจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุสาเหตุว่า เนื่องมาจากภาวะมอร์ฟีนเป็นพิษอย่างเฉียบพลัน
มูรัด กล่าวว่า การไขปริศนาคดีนี้ได้นั้นมีตัวช่วยสำคัญคือศูนย์ข้อมูลดีเอ็นเอแบบเปิด เขาชี้ให้เห็นว่า เมื่อประชาชนตัดสินใจมาทดสอบดีเอ็นเอเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับชาติกำเนิดและบรรพบุรุษในครอบครัว แล้วเซ็นยินยอมให้เจ้าหน้าที่ทางกฎหมายสามารถนำผลการตรวจนั้นไปใช้ประโยชน์ นั่นคือพวกเขาได้ให้ความช่วยเหลือในการไขคดีฆาตกรรมต่าง ๆ ที่ค้างคาอยู่แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกทางหนึ่ง
แหล่งข่าว : thedailybeast.com
เครดิตภาพ : Vermont State Police, Pixabay / Victoria_Watercolor



