สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ว่า นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวถึงการที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระงับความร่วมมือกับสหรัฐ ตามกรอบสนธิสัญญาสันติภาพระดับทวิภาคี “นิว สตาร์ต” ว่าด้วยการลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ ว่า “ความมั่นคงของประเทศหนึ่งไม่ควรเป็นหลักประกัน ให้กับความมั่นคงของอีกประเทศหนึ่ง”


ทั้งนี้ เปสคอฟเน้นย้ำว่า รัสเซียยังคงเป็นคู่สัญญาของนิว สตาร์ต และยินดีสำหรับการเสนอแนะแนวทางอย่างสันติ เพื่อการประนีประนอมร่วมกัน อย่างไรก็ตาม “ทัศนคติของฝ่ายตะวันตกนำโดยสหรัฐ” ที่มีต่อรัสเซีย “จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง”


ขณะเดียวกัน โฆษกทำเนียบเครมลินกล่าวถึง การที่สหรัฐและบรรดาประเทศตะวันตก ในนามองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ยังคงเดินหน้ามอบความสนับสนุนด้านอาวุธให้แก่ยูเครน ว่านาโต “ไม่ใช่คู่ขัดแย้งอย่างมีเงื่อนไขอีกต่อไป” แต่ถือเป็น “ศัตรู”

เกี่ยวกับ “กลไกสันติภาพ 12 ข้อ” ที่เสนอโดยจีน ว่าคู่กรณีทุกฝ่ายควรรับฟังข้อเสนอแนะของรัฐบาลปักกิ่งด้วย โดยในส่วนของรัสเซียจะมีการศึกษาเนื้อหาของแผนการดังกล่าวอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม “ในความเห็นพ้องย่อมมีความต่าง”


ปัจจุบัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาคมข่าวกรองของสหรัฐ ยืนยันตรงกันว่า รัสเซียเป็นประเทศซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก โดยมีจำนวนมากกว่าของสหรัฐ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสรวมกัน


ด้านนาโตยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการต่อท่าทีล่าสุดของรัสเซีย ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยืนกรานว่า สหรัฐและตะวันตกไม่เคยมีแผนล้มล้างรัสเซีย แต่กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับนาโต อาจลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม และ “ปูตินไม่ควรอยู่ในอำนาจอีกต่อไป”.

เครดิตภาพ : AFP