สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลีเบรอวีล ประเทศกาบอง เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เริ่มภารกิจเดินสายเยือน 4 ประเทศในแอฟริกา ที่กาบอง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่ายุคสมัยของการที่ฝรั่งเศส “แทรกแซง” กิจการภายในของแอฟริกา “ยุติแล้วโดยสิ้นเชิง” พร้อมทั้งยืนยันว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลปารีสที่มีต่อแอฟริกา “จะไม่หวนกลับไปเป็นแบบเดิมอีก” ที่เป็นการสนับสนุนการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของฝรั่งเศสในประเทศแห่งนั้น


ขณะเดียวกัน มาครงกล่าวถึง “การลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” ของจำนวนทหารฝรั่งเศสในหลายประเทศแอฟริกา “ภายในระยะเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า” หลังตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กองทัพฝรั่งเศสลดจำนวนทหารในมาลี บูร์กินาฟาโซ และสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ( ซีเออาร์ ) ทั้งนี้ทั้งนั้น มาครง กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่การถอนทหาร” แต่ “เป็นไปตามข้อตกลงกับประเทศเจ้าของพื้นที่” และในอนาคตจะยังมีการสนับสนุนซึ่งกันและกันต่อไป รวมถึง “การบริหารฐานทัพร่วมกัน”

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ลงพื้นที่ป่าสงวนมอนดาห์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกาบอง


นอกจากนี้ ผู้นำฝรั่งเศสประกาศการจัดสรรบประมาณ 50 ล้านยูโร ( ราว 1,840.74 ล้านบาท ) เพื่อร่วมให้ความสนับสนุนโครงการปกป้องผืนป่าและระบบนิเวศ รวมถึงการมอบเป็นรางวัลให้แก่ประเทศที่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ปัจจุบัน ผืนป่าในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำคองโก มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากป่าแอมะซอน


ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่กาบอง ผู้นำฝรั่งเศสจะเดินทางต่อไปยังแองโกลา สาธารณรัฐคองโก หรือ คองโก-บราซาวีล และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์ซี โดยการเดินสายเยือนทั้ง 4 ประเทศในแอฟริกาของมาครง เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านฝรั่งเศส ที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในภูมิภาค ท่ามกลางการแผ่ขยายอิทธิพลหลายด้าน จากจีน และรัสเซีย.

เครดิตภาพ : REUTERS