เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสัมพันธ์ เย็นสำราญ. ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) พร้อมด้วย นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ ได้ลงพื้นที่วิทยาลัยชุมชน (วชช.) สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 เพื่อตรวจเยี่ยม ติดตามผลการดำเนินงาน และรับฟังปัญหาในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย โดยมี นายพัฒน์โกศล หนูสมแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร และบุคลากรของวชช.สมุทรสาคร ให้การต้อนรับ โดย 3 พื้นที่ที่ทาง “วชช.สมุทรสาคร” ได้เข้าไปอบรมสร้างงาน สร้างอาชีพ ยกระดับชุมชน ได้แก่ พื้นที่นาเกลือ ณ วิสาหกิจชุมชนสหกรณ์ หมู่ 3 โคกขาม พื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรบ้านคลองใหม่ และพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมบ้านกลางคลองตาปลั่ง

นายสัมพันธ์ กล่าวว่า บทบาทของ วชช. จะมุ่งเน้นการฝึกอบรมด้านวิชาการหรือด้านอาชีพ ด้วยกระบวนการและรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นและชุมชนได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจากการเยี่ยมชมพื้นที่ต่าง ๆ ที่ วชช.สมุทรสาคร ได้เข้าไปส่งเสริม สนับสนุน ถือเป็นการปฏิบัติตามบทบาทของวิทยาลัยชุมชนได้อย่างดีเยี่ยม เพราะไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ด้านวิชาการเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนายกระดับคนในชุมชน สร้างอาชีพผ่านการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

“วชช.สมุทรสาคร มีของดีจำนวนมาก ทั้งเกลือ ตรีผลา และมะพร้าว ซึ่งล้วนเป็นวิถีชีวิตดั่งเดิมของชุมชน การทำหน้าที่ของ วชช.จึงเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ชุมชน พัฒนาขีดความสามารถของชาวบ้านให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น อีกทั้ง วชช.สมุทรสาคร ยังเป็นต้นแบบในการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนพัฒนาสู่วิสาหกิจชุมชน เกิดการรวมกลุ่มของคนในชุมชน และแสดงให้เห็นว่าแม้งบประมาณมีจำกัดแต่ไม่ใช่อุปสรรค หากผู้อำนวยการ วชช. และบุคลากรมีความพยายามในการสร้างเครือข่าย จนทำให้ขณะนี้สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ สินค้าชุมชนสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำได้” นายสัมพันธ์ กล่าว

ที่ปรึกษา รมว.อว. กล่าวต่อไปว่า ผลิตภัณฑ์ชุมชน ของดีประจำท้องถิ่นต้องได้รับการต่อยอด พัฒนาให้เกิดเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เข้าสู่ตลาดชั้นนำได้จริง ซึ่ง จ.สมุทรสาคร เป็น 1 ใน 7 แห่งที่มีการทำนาเกลือของไทย แม้ในปัจจุบันจะไม่ได้ส่งออกแต่เป็นสินค้าจำเป็นในประเทศ ต้องได้รับการสานต่อไปสู่รุ่นลูกหลาน และการเพิ่มมูลค่า ตนจึงได้แนะนำให้ทางวชช.สมุทรสาคร จัดทำหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับการทำนาเกลือ โดยชวนผู้ที่สนใจ คนรุ่นใหม่ ได้เข้ามาเห็นกระบวนการทำนาเกลือ เห็นความเป็นมา เล่าเรื่องราวผ่านคลิปวิดีโอให้น่าสนใจ ดึงดูดนักท่องเที่ยว คนรุ่นใหม่ได้เห็นถึงความสำคัญของการทำนาเกลือ ซึ่งเป็นภูมิปัญหาท้องถิ่นของจ.สมุทรสาคร

ขณะที่ในส่วนของผลิตภัณฑ์ตรีผลา ซึ่งมีการทำเป็นลูกอม น้ำตรีผลา และเจลลี่ตรีผลา ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เกิดจากการสืบสานเรื่องสมุนไพรไทยมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย แต่ขณะนี้กำลังประสบปัญหาเรื่องแพ็กเกจจิ้ง การบรรจุภัณฑ์ และการยืดอายุของอาหาร หรือในส่วนของผลิตภัณฑ์มะพร้าว ที่มีหลากหลายอย่างมาก ทั้งน้ำมะพร้าว ลูกอมอัดเม็ดมะพร้าว หรือมะพร้าวเป็นลูก ๆ ล้วนประสบปัญหาการยืดอายุของอาหารเช่นเดียวกัน

“อว.มีทั้งองค์ความรู้ด้านวิชาการ และวิทยาศาสตร์ ตนจะนำเรื่องดังกล่าวไปเสนอในส่วนของนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักการตลาด ที่มีเทคโนโลยี นวัตกรรม และมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วมาลงพื้นที่ช่วยชุมชน เสริมกำลังให้แก่วิทยาลัยชุมชนมากขึ้น เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยแต่ละภูมิภาค อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือการทำการตลาด และหากสินค้าชิ้นไหนยังไม่ผ่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็จะมาให้ความรู้และขั้นตอนการขอ อย. เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานมากขึ้น” นายสัมพันธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การยกระดับของดี สินค้าในชุมชน ถือเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนอย่างมาก ซึ่ง อว.มีศาสตร์ครอบคลุมทั้งหมด และวิทยาลัยชุมชนทั้ง 21 ทั่วประเทศ จะเป็นแกนกลางในการประสานให้กระทรวง อว. และหน่วยงานภายนอก ได้เข้าช่วยเหลือชุมชนมากขึ้น ทำให้ผลดีเกิดขึ้นกับชุมชน และชาวบ้านตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพราะไม่ได้เพียงพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังมองไปขั้นตอนหลังการผลิต เศษเหลือจากผลิตภัณฑ์ เช่น เปลือกมะพร้าว หรือเม็ดลำไย หลังนำเนื้อไปรับประทาน แปรรูปต่าง ๆ ก็ต้องมองหางานวิจัย ศึกษาต่อว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บทบาทของวิทยาลัยชุมชนจึงมีความจำเป็นอย่างมากต่อชุมชน