สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตกูซิกัลปา ประเทศฮอนดูรัส เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า จากการที่ประธานาธิบดีซิโอมารา กัสโตร ผู้นำฮอนดูรัส ประกาศในสัปดาห์นี้ เตรียมการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับจีน ที่หมายถึงการยุติความร่วมมือกับไต้หวันนั้น


กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์ว่า จับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และเตือนรัฐบาลฮอนดูรัสว่า จีนเป็นประเทศที่ “ไม่สามารถรักษาสัญญาได้ทั้งหมด” ขณะเดียวกัน รัฐบาลวอชิงตันเรียกร้องนานาประเทศให้ส่งเสริมและขยายขอบเขตความร่วมมือกับไต้หวันต่อไป พร้อมทั้ง “เลือกยืนข้างที่มีธรรมาภิบาล รักษาหลักนิติธรรม และบริหารงานอย่างโปร่งใส”


ขณะที่ นายเอดูอาร์โด เอ็นริเก เรนา รมว.การต่างประเทศฮอนดูรัส กล่าวว่า “หนึ่งในเหตุผลสำคัญ” ที่ทำให้ ฮอนดูรัส ตัดสินใจ “เปลี่ยนข้าง” คือ “ความท้าทายทางเศรษฐกิจและหนี้สิน” รวมถึงการที่ยังค้างชำระต่อไต้หวันอีก 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 20,689.50 ล้านบาท ) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการขอเจรจาเพื่อประนอมหนี้ ควบคู่ไปกับการขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม “แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง”


ต่อมา กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ออกแถลงการณ์ว่า นับตั้งแต่ กัสโตร รับตำแหน่งผู้นำฮอนดูรัส เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทเปพยายามเจรจากับอีกฝ่ายมาตลอดว่า พร้อมช่วยเหลือและสนับสนุนทุกด้าน “ตามศักยภาพของไต้หวันเช่นกัน” แม้ไม่มีการระบุเกี่ยวกับเรื่องหนี้สิน แต่เน้นย้ำว่า “ไต้หวันพยายามอย่างสุดความสามารถ ในการรักษาความเป็นพันธมิตรกับฮอนดูรัส


ด้านรัฐบาลปักกิ่ง ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม เขื่อนที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของฮอนดูรัส ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อเดือน ม.ค. 2564 ได้รับเงินสนับสนุนจากจีน 298 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 10,277.13 ล้านบาท ).

เครดิตภาพ : REUTERS